วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561

บทที่ 1 - ในราตรีอันเป็นนิรันดร์




     ผู้เขียน:    Yoshiki Tanaka
     ผู้แปล:     Walker Emp

   บทที่ 1

  ในราตรีอันเป็นนิรันดร์               

เรือธงใหญ่แห่งกำลังรบนอกไรช์ "บรึนฮิลด์"

— 1 

ซีคฟรีด เคียร์ชไอส์ พันเอกกองทัพจักรวรรดิ ได้หยุดครุ่นคิดหลังจากที่ก้าวเข้าไปในสะพานเดินเรือและยืนจ้องมองไปที่อีกฟากฝั่ง ห้วงลึกดำมืดแห่งจักรวาลอันปกคลุมไปด้วยจุดประกายแสงนับไม่ถ้วนที่อยู่ตรงหน้า ดูเหมือนจะกำลังกลืนกินเขา

เป็นเวลาชั่วครูหนึ่งที่เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน แต่ทันใดนั้น ภาพมายาที่เขากำลังล่องลอยอยู่ในความดำมืดไร้ขอบเขตก็มลายหายไป สะพานเดินเรือของเรือธง บรึนฮิลด์ (Brünhild) ที่เคียร์ชไอส์รู้จักซึ่งเป็นห้องครึ่งวงกลมขนาดใหญ่แะครึ่งบนเป็นจอแสดงผลจอเดี่ยวนั้น ได้เรียกสติเขากลับคืนมาจากห้วงทะมึนสู่ที่ตรงหน้า เคียร์ชไอส์มองไปรอบๆสะพานเดินเรืออีกครั้ง

ภาพของห้องที่ว่างเปล่าอันปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัด นายทหารเคลื่อนที่ไปท่ามกลางความสลัวจากแสงไฟระยิบระยับของบรรดาคอมพิวเตอร์, จอภาพ, มาตรวัด และแผงควบคุมมากมาย ท่วงท่าศรีษะและแขนขาที่ขยับไปนั้น ทำให้นึกถึงคาบเรียนตกปลาที่แหวกว่ายอยู่ในกระแสน้ำ


พันเอกซีคฟรีด เคียร์ชไอส์

ฆานประสาทของเคียร์ชไอส์รับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมจางๆที่เกือบจะสัมผัสไม่ได้ กลิ่นที่นายทหารผู้นี้คุ้นชินเป็นอย่างดีนั้น เป็นกลิ่นฮอร์โมนอะดรีนาลีนของนายทหารผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในสภาพตื่นตัวพร้อมออกศึก ผสมกับกลิ่นออกซิเจนและโอโซนหมุนเวียนที่ปล่อยออกมาจากอุปกรณ์ทั้งหลาย

บุรุษหนุ่มผมสีแดงหันหน้าไปที่ตรงกลางของสะพานเดินเรือและก้าวเดินไปยังทิศทางนั้น แม้จะมียศเป็นพันเอกแต่เคียร์ชไอส์ยังมีอายุไม่ถึง 21 ด้วยซ้ำ แม้ตอนที่เขาจะไม่ได้ใส่เครื่องแบบ เขาก็ยังเป็น “หนุ่มหล่อผมแดงผอมสูง” ดั่งที่ทหารสตรีทั้งหลายต่างเลื่องลือ บางครั้ง เขารู้สึกไม่สบายใจถึงความไม่สัมพันธ์กันระหว่างยและวัยวุฒิของตัวเองเมื่อเทียบกับทหารคนอื่นๆ เขาไม่อาจทำใจเย็นยอมรับสภาพนี้ได้ดั่งที่ผู้บังคับบัญชาของเขาได้ทำมาตลอด

ไรน์ฮาร์ด, กราฟ ฟอน โลเอินกรัมม์ ชายที่เป็นผู้บังคับบัญชาของเขา กำลังจ้องมองไปที่ท้องทะเลแห่งดวงดาวที่ปกคลุมอยู่บนจอภาพที่ว่างเปล่า เคียร์ชไอส์รู้สึกถึงอากาศที่ผ่อนคลายขึ้นเมื่อเดินเข้าไปใกล้เขา ระบบกำแพงกั้นเสียงเริ่มทำงาน แม้จะพูดคุยที่ระยะห้าเมตรจากตัวไรน์ฮาร์ด ก็ไม่มีใครภายนอกสามารถได้ยินบทสนนทนานี้ได้



“ดูดาวอีกแล้วเหรอครับ ใต้เท้า?” เขากล่าวออกไป
เมื่อได้ยินเสียงของเคียร์ชไอส์ ไรน์ฮาร์ดก็ปรับหลังตรงขึ้นแม้จะยังคงนั่งอยู่ เครื่องแบบสีดำตัดกับเครื่องประดับสีเงินแนบชิดไปตามเรือนร่างโปร่งที่มีความสมส่วนอย่างบุรุษเพศ

ไรน์ฮาร์ดถือเป็นหนุ่มรูปงาม บางคนถึงขั้นกล่าวว่าความงามของเขานั้นไม่มีใครเทียบเคียง ใบหน้าทรงรีขาวนวลทั้งสามด้านนั้นถูกเติมแต่งด้วยปอยผมสีทองอร่าม เรียวปากและสันจมูกนั้นมีความเลอค่าดุจประติมากรรมที่แกะสลักโดยช่างชั้นครูจากสมัยโบราณก็มิปาน

แต่สิ่งที่มิอาจพบได้ในประติมากรรมไร้ชีวิตก็คือดวงตาสีครามอันสุกใส ดุจใบมีดของดาบเงาวับ หรือดุจประกายแสงของดาวน้ำแข็ง “ตาแข็งกล้าคู่งาม” คือเสียงกระซิบของสตรีในราชสำนัก “สายตามุ่งอันตราย” คือเสียงกระซิบโดยเหล่าบุรุษ แต่ไม่ว่าทางไหน ก็เป็นที่ประจักษ์ว่าดวงดาคู่นั้นมีบางสิ่งอย่างที่เหนือกว่ากว่าจิตรกรรรมชิ้นเอกอันไร้ชีวา

“อ่า มันสวยดี” ไรน์ฮาร์ดตอบแล้วหันไปมองสหายวัยเดียวกัน แล้วพูดเสริมว่า “เหมือนนายจะตัวสูงขึ้นอีกแล้วรึเปล่า?”
“190 เซน ยังเท่าเดิมกับเมื่อสองเดือนก่อนครับ ใต้เท้า, คงไม่สูงไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ” 
“ถ้าสูงกว่าชั้นตั้ง 7 เซนแล้ว ก็ควรจะพอได้แล้วล่ะนะ” ไรน์ฮาร์ดตอบ
“อ่า มันสวยดี” ไรน์ฮาร์ดตอบแล้วหันไปมองสหายวัยเดียวกัน แล้วพูดเสริมว่า “เหมือนนายจะตัวสูงขึ้นอีกแล้วรึเปล่า?”
“190 เซน ยังเท่าเดิมกับเมื่อสองเดือนก่อนครับ ใต้เท้า, คงไม่สูงไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ” 
“ถ้าสูงกว่าชั้นตั้ง 7 เซนแล้ว ก็ควรจะพอได้แล้วล่ะนะ” ไรน์ฮาร์ดตอบ น้ำเสียงที่แฝงนิสัยชอบเอาชนะเหมือนเด็กๆทำให้เคียร์ชไอส์ยิ้มอ่อน เมื่อ 6 ปีที่แล้วทั้งคู่ยังมีความสูงพอๆกัน แต่แล้วเคียร์ชไอส์ก็เริ่มทิ้งห่างไรน์ฮาร์ดไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้สหายผมทองรู้สึกเซ็ง
“นี่นายจะโตอยู่คนเดียว ไม่รอชั้นบ้างเลยรึไง?” บางครั้งเขาก็บ่นเช่นกัน
นี่เป็นด้านเด็กๆของไรน์ฮาร์ด ที่มีเพียงเคียร์ชไอส์และอีกหนึ่งบุคคลเท่านั้นที่รู้
“ว่าแต่ มีธุระอะไรงั้นเหรอ?” ไรน์ฮาร์ดถาม
“ครับ ความเคลื่อนไหวของทัพกบฎน่ะครับ จากรายงานของยานตรวจการณ์ 3 ลำ อย่างที่คิด พวกนั้นตั้งใจจะบุกเราจาก 3 ด้านจริงๆครับ ขออนุญาติใช้คอนโซลนะครับ”



     แม่ทัพหนุ่มหยักหน้ารับ เคียร์ชไอส์ยื่นมือไปยังคอนโซลอย่างคล่องแคล่ว ภาพกราฟิกแสดงขึ้นที่ครึ่งซ้ายของคอนโซล กราฟิก 4 จุดปรากฎขึ้นเป็นรูปร่าง ณ ด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย ด้านขวา ทั้งหมดมีทิศทางเคลื่อนเข้าหาตรงกลาง ในจำนวนนี้ มีเพียงจุดเดียวที่ด้านล่างเท่านั้นที่มีสีแดง ส่วนที่เหลือล้วนมีสีเขียว

“เราจะปะทะกับกองเรือที่ 4 ของข้าศึกที่ด้านหน้า กองเรือนั้นมีกำลังรบ 12,000 ลำโดยประมาณ ระยะห่างประมาณ 2,200 วินาทีแสง ที่ความเร็วระดับนี้คงเผชิญหน้ากันในราวๆ 6 ชั่วโมงครับ”
เคียร์ชไอส์เคลื่อนนิ้วไปบนจอภาพ ทางด้านซ้ายคือกองเรือที่ 2 เสรีพันธมิตรซึ่งมีกำลัง 15,000 ลำ กำลังเคลื่อนเข้าหาจากระยะห่าง 2,400 วินาทีแสง ทางด้านขวาคือกองเรือที่ 6 ซึ่งมีกำลัง 13,000 ลำที่ระยะห่าง 2,050 วินาทีแสง

การพัฒนาระบบสนามพลังแรงโน้มถ่วง, อุปกรณ์สเตลท์, เทคโนโลยีคลื่นแทรกแซง ตลอดจนเครื่องมืออื่นๆมากมาย ทำให้เทคโนโยลีเรดาร์กลายเป็นสิ่งไร้ค่าทางการทหารมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ฉะนั้น การตรวจหาตำแหน่งข้าศึกจึงต้องหันกลับไปพึ่งวิธีโบราณ อาทิ ยานตรวจการณ์บังคับมือ ดาวเทียมสังเกตุการณ์ เป็นต้น ภายหลังใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้เหล่านี้มาคำนวณปัจจัยต่างๆ เช่นความแตกต่างด้านเวลาและระยะห่างแล้ว ก็จะสามารถคาดการณ์ตำแหน่งของศัตรูได้ นอกจากนี้  หากมีข้อมูลระดับและมวลความร้อนด้วยแล้ว ก็จะสามารถประมาณการจำนวนศัตรูได้เช่นกันแม้จะไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซนต์ก็ตาม

“ทัพศัตรูมีเรือทั้งหมด 40,000 ลำงั้นเหรอ? สองเท่าของฝ่ายเราเลยนะ”
“แถมพวกนั้นยังหมายจะล้อมเราจาก 3 ด้านด้วยนี่สิครับ”
“พวกทหารแก่คงพากันหน้าถอดสีแน่, ไม่สิ อาจโกรธจนหน้าแดง” รอยยิ้มอย่างมีเลศนัยปรากฎขึ้นบนหน้าเรียวของไรน์ฮาร์ด แม้เขาจะกำลังถูกล้อมจากสามด้านโดยทัพศัตรูที่มีกำลังมากกว่าสองเท่า แต่ไรน์ฮาร์ดดูจะไม่ตื่นตกใจแม้แต่เสี้ยวเดียว

    “คงจะหน้าซีดแน่นอน” เคียร์ชไอส์กล่าวต่อ “ห้านายพลได้มารอเพื่อขอเข้าพบใต้เท้าเป็นการด่วนครับ”
“หือ? ก็ไหนบอกไม่อยากจะเห็นหน้าชั้นอีกแล้วไง?”
“จะไม่พบเหรอครับ?”
“ไม่ ชั้นจะไป กะว่าจะสอนอะไรซักหน่อย”


ห้านายพลที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าไรน์ฮาร์ด ได้แก่ พลเอกแมร์คัทซ์ พลโทชตาเดิน พลโทโฟเกิล พลตรีแอร์ลัคเฮอ และพลตรีฟาเรินไฮท์ คนเหล่านี้คือ “ทหารแก่” ที่ไรน์ฮาร์ดพูดถึง แต่นั่นคงจะเป็นคำพูดที่เกินจริงไปหน่อย พลเอกแมร์คัทซ์ซึ่งอาวุโสที่สุดยังมีอายุไม่ถึง 60 ด้วยซ้ำ ส่วนพลตรีฟาเรินไฮท์ซึ่งหนุ่มที่สุดมีอายุเพียง 31 พวกเขาไม่ได้แก่เลย แต่เป็นไรน์ฮาร์ดและเคียร์ชไอส์ต่างหากที่หนุ่มเกินไป

“ใต้เท้า การที่ท่านกรุณามารับฟังพวกเรา ถือเป็นพระคุณอย่างยิ่ง” แมร์คัทซ์กล่าวแทนทุกคน แมร์คัทซ์รับราชการทหารมานานกว่าที่ไรน์ฮาร์ดจะเกิดเสียอีก เขาเป็นผู้มากประสบการณ์ทั้งในด้านบุ๋นบู๊ บุคลิกภาพของเขาที่มีส่วนสูงปานกลาง ร่างกายผอมแห้ง ดวงตาเซื่องซึม ทำให้เขาดูเหมือนเป็นชายวัยกลางคนธรรมดาๆคนนึงที่ไม่มีอะไรเด่น แต่วีรกรรมและความนับหน้าถือตาของเขานั้นมีมากมายกว่าไรน์ฮาร์ดนัก

“ผมรู้ว่าพวกคุณจะพูดเรื่องอะไร” ไรน์ฮาร์ดตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ อย่างที่แมร์คัทซ์ได้แสดงต่อเขา “ทัพเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ จะมาเตือนเรื่องนั้นใช่ไหมล่ะ?”
“ใช่แล้วขอรับ ใต้เท้า” ชตาเดินโพล่งขึ้นมาพร้อมเคลื่อนมาข้างหน้าครึ่งก้าว ชตาเดินยังอยู่ในวัยสี่สิบกลางๆ รูปร่างผอมเพรียว และมีความนึกคิดที่เฉียบคม เขาเป็นนายทหารซึ่งมีความเชี่ยวชาญหลักยุทธวิธีและวาจาศิลป์
“ศัตรูมีกำลังกว่า 2 เท่า และกำลังพยายามล้อมเราจาก 3 ด้าน นี่หมายความว่าพวกเขาอยู่เหนือเราแล้วครับ”
  ตาสีครามของไรน์ฮาร์ดมองตรงไปที่นายพลโทด้วยสายตาเรียบเฉย "หรือก็คือ จะบอกว่าเราจะแพ้งั้นเหรอ?" 
  "หามิได้ครับ ใต้เท้า เพียงแค่ นั่นคือความจริงที่ว่าเรากำลังเสียเปรียบ ขอท่านได้โปรดดูนี่”

  สายตาของชายทั้งเจ็ดจับจ้องไปที่จอภาพ
ตำแหน่งของทัพทั้งสองฝ่ายปรากฎขึ้น คล้ายกับที่เคียร์ชไอส์ได้แสดงให้ไรน์ฮาร์ดก่อนหน้า เจ้าหน้าที่ทหารหลายคนที่อยู่ด้านนอกสนามพลังกันเสียงต่างจับจ้องไปที่การประชุมของเหล่าผู้บัญชาการด้วยความใคร่รู้ แต่ด้วยสายตาตักเตือนของพลโทชตาเดิน ทำให้พวกเขาหันกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง จากนั้นนายพลโทจึงเริ่มกล่าว

“นี่เป็นบันทึกนานมาแล้ว ครั้งที่กองเรือจักรวรรดิภาคภูมิของเรา ต้องพ่ายแพ้แก่ทัพกบฎที่เรียกตัวเองว่าเสรีพันธมิตรอย่างอัปยศ เรากำลังเผชิญสถานการณ์แบบเดียวกันอยู่ครับ”
“หายนะที่ศึกดากอนสินะ?”
“ถูกแล้วครับ นับเป็นความพินาศครั้งมโหฬารเลย” นายพลโทถอนหายใจ แล้วจึงกล่าวต่อ
“ชัยชนะในศึกครั้งนั้น ควรจะตกเป็นของผู้ปกครองที่แท้จริงแห่งมวลมนุษย์ นั่นคือฝ่าพระบาทองค์ไกเซอร์ ตลอดจนเหล่าข้าราชบริพาร ข้าราชการ และทหารผู้ภักดี แต่ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของพวกกบฎ สหายผู้กล้าของเรานับล้านจึงต้องตายไปอย่างสูญเปล่า ในศึกครั้งนี้ ถ้าเรายังเดินพลาดซ้ำสองแล้วล่ะก็ คงเป็นที่ระคายเคืองพระราชหฤทัยแน่ หากเรามุ่งสร้างผลงานจนเกินไป แล้วไม่ทำการถอนทัพอย่างทรงเกียรติ นั่นอาจเป็นความคิดที่ไม่ฉลาดครับ”
ไม่ฉลาด แน่นอนล่ะ นายนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ไรน์ฮาร์ดคิดในใจ แล้วกล่าวออกมาว่า “ที่สาธยายมาก็พอจะเข้าใจ แต่ว่า ผมไม่อาจยอมรับความคิดนั้นได้หรอกนะ ถอนทัพอะไรนั่นเลิกคิดซะเถอะ”
“ทำไมกัน? ขอทราบเหตุผลได้ไหมครับ?” ชตาเดินทำคิ้วขมวดอย่างพอจะอ่านได้ว่า ไอ่เด็กอวดดีเอ้ย แต่ไรน์ฮาร์ดก็ปล่อยผ่านแล้วกล่าว


แม่ทัพใหญ่ไรน์ฮาร์ด ฟอน โลเอินกรัมม์ 
ผู้บัญชาการกำลังรบนอกไรช์

“ก็เพราะเรายังอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบเหนือศัตรูยังไงล่ะ”
“ทำไมท่านถึง…” ชตาเดินทำตาเบิกกว้าง เหล่านายพลมองไปที่แม่ทัพหนุ่ม แมร์คัทซ์ทำหน้ากลัดกลุ้ม ส่วนโฟเกิลและแอร์ลัคเฮอต่างสะดุ้งตกใจ

มีเพียงฟาเรินไฮท์ที่หนุ่มที่สุดในบรรดาห้านายพลเท่านั้น ที่มีประกายแห่งความสนใจฉายขึ้นในดวงตาสีน้ำทะเลของเขา ฟาเรินไฮท์เกิดในตระกูลขุนนางชั้นล่างและแสดงจุดยืนอย่างเปิดเผยว่าเขามาเป็นทหารเพื่อหาเลี้ยงตัว เขาเป็นที่ยอมรับนับถือในด้านการวางแผนจู่โจมที่มีความคล่องตัวและว่องไวสูง แต่ในด้านการตั้งรับแล้ว เขายังดูขาดความชำนาญอีกมาก

“เกรงว่า กระผมคงไม่สามารถเข้าใจความคิดอันลึ้กซึ้งของใต้เท้าได้ จะเป็นพระคุณยิ่งถ้าใต้เท้าจะกรุณาไขความกระจ่างนี้” 
ไรน์ฮาร์ดได้ยินชตาเดินพูดดังนั้น ก็คิดกับตัวเองว่า ไม่เกินพรุ่งนี้ ชั้นจะรูดซิบปากน่ารำคาญนั่นซะ แล้วจึงตอบสนองความต้องการของชตาเดิน

“ความได้เปรียบที่ผมพูดถึง มีอยู่สองประการ ประการแรก ศัตรูแบ่งเป็น 3 กอง พวกเราจะพุ่งเป้าไปที่กองเดียว ถึงศัตรูจะมีจำนวนมากกว่าในภาพรวม แต่ถ้าเทียบกันกองต่อกองแล้ว ทัพเรามีกำลังเหนือกว่า”
เหล่านายพลตั้งใจฟังโดยไม่พูดอะไร

“ประการที่สอง ด้วยความที่ทัพเราอยู่กึ่งกลาง เราจึงมีระยะทางที่สั้นกว่าในการยกพลไปสนามรบถัดไป ถ้าศัตรูหมายจะรวมกองเพื่อโต้กลับเรา เขาต้องเดินทางไกลกว่าเรา ซึ่งจะช่วยถ่วงเวลาให้ทัพเราเป็นอย่างดี”
เหล่านายพลต่างไปไม่ถูก

“หรือก็คือ เรามีความเหนือกว่า ทั้งในด้านกำลังและความคล่องตัว ถ้านี่ไม่ใช่โอกาสทอง แล้วจะเรียกว่าอะไรอีก!?”
ไรน์ฮาร์ดเปลี่ยนน้ำเสียงและจบประโยคอย่างเฉียบคม เคียร์ชไอส์สังเกตุได้ว่า เหล่านายพลเหมือนถูกแช่แข็งไปครู่หนึ่ง ไรน์ฮาร์ดทำให้เหล่านายพลผู้มีทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิที่เหนือกว่ามีทัศนคติที่เริ่มเปลี่ยนไป

ไรน์ฮาร์ดมองไปที่ชตาเดินที่บัดนี้ตัวแข็งพูดไม่ออกด้วยสายตาแห่งความเหนือกว่า แล้วสำทับว่า
“การที่เราถูกล้อมหาได้เป็นภัยต่อเรา เราอยู่ในชัยภูมิที่จะเอาชนะข้าศึกได้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง คุณบอกผมไม่ให้คว้าโอกาสทองนี้และให้ทำการถอนทัพที่ไร้ค่า การทำเช่นนั้นนอกจากจะเป็นการละเลยแล้ว ยังเป็นความผิดอีกด้วย เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะหน้าของเราคือต่อสู้และปราบปรามทัพกบฎ คุณพูดถึงการถอนทัพอย่างทรงเกียรติ แล้วการละทิ้งหน้าที่ต่อพระบัญชาองค์ไกเซอร์ มันมีเกียรติด้วยเหรอ?”
เมื่อได้ยินคำว่า “องค์ไกเซอร์” ความตึงเครียดย่อมๆก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของสี่นายพลยกเว้นฟาเรินไฮท์ ไรน์ฮาร์ดคิดว่ามันน่าขันเสียจริง

“ถึงท่านผบ.จะกล่าวเช่นนั้น” ชตาเดินไม่ลดละการโต้เถียง “แต่ว่า ‘โอกาสทอง’ ที่ใต้เท้าพูดถึง เป็นความเชื่อของใต้เท้าเพียงคนเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องหลักยุทธวิธีด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ควรมีตัวอย่างความสำเร็จมารองรับ”
นอกจากจะไม่ได้เรื่องแล้ว ยังชอบอวดเก่งอีกด้วย ไรน์ฮาร์ดนึกต่อ การศึกที่คาดเดาไม่ได้ คือการศึกที่ไม่อยู่ในบันทึก และศึกครั้งนี้นี่แหล่ะที่จะสร้างบันทึกนั้นขึ้นมา แล้วจึงตอบกลับไป “ก่อนพรุ่งนี้ คุณจะได้เป็นประจักษ์พยาน ถึงตัวอย่างนั้นด้วยตาตนเอง ถึงขั้นนี้จะยอมได้รึยัง?”


พลโทชตาเดิน

“แต่โอกาสชนะน่ะ..” ชตาเดินกล่าวยังไม่ทันขาดคำ
“มีสิ!” ไรน์ฮาร์ดพูดขัดขึ้นมา “ขอแค่ ทำตามแผนของผมอย่างเคร่งครัดน่ะนะ”
“แผนยังไงครับ?” ชตาเดินถามออกไปด้วยความใคร่รู้อย่างตรงๆ
ไรน์ฮาร์ดเหลือบมองเคียร์ชไอส์ครู่นึงก่อนที่จะเริ่มอธิบายแผนการ

สองนาทีต่อมา ภายในสนามพลังกั้นเสียงก็เต็มไปด้วยเสียงดังลั่นของชตาเดิน
“แผนแบบนั้นมันมีแต่ในทฤษฎี ไม่มีทางใช้จริงได้หรอกใต้เท้า นี่มันออกจะ...”
“พอ! จะไม่มีการถกเถียงมากกว่านี้ ฝ่าบาทตั้งผมเป็นผู้บัญชาการของภารกิจนี้ การเชื่อฟังคำสั่งผมก็เป็นเหมือนการแสดงความจงรักภักดีต่อฝ่าบาท นั่นไม่ใช่หน้าที่ของทหารจักรวรรดิรึไง? อย่าลืมสิ ผมเป็นผู้บังคับบัญชาของคุณนะ”
ความเงียบงันเข้าปกคลุม

“อำนาจชี้เป็นชี้ตายคุณอยู่ในมือผม ถ้าคุณต้องการขัดพระประสงค์แล้วล่ะก็ ย่อมได้ ผมจะได้ใช้อำนาจที่ทรงให้ไว้ สั่งปลดคุณแล้วลงอาญาฐานกระด้างกระเดื่องซะ คุณเตรียมใจถึงขั้นนั้นไหมล่ะ?”
ไรน์ฮาร์ดทอดสายตาไปยังบุรุษทั้งห้าตรงหน้าเขา พวกเขาไม่ได้กล่าวตอบใดๆ

— 2 

ห้านายพลออกจากห้องไป พวกเขาไม่ได้ทั้งเห็นด้วยหรือยอมรับ พวกเขาแค่ตระหนักว่าการต่อต้านพระราชอำนาจนั้นจะนำมาซึ่งปัญหา มีเพียงฟาเรินไฮท์เท่านั้นที่ดูจะเห็นคล้อยกับแผนการศึกของไรน์ฮาร์ด แต่ท่าทางของสี่นายพลที่เหลือแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง “เจ้าเด็กนั่นกล้าดียังไงถึงเอาฝ่าบาทมาอ้าง!”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เคียร์ชไอส์ทนอยู่เงียบไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากในฐานะคนที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนเกินไป ไรน์ฮาร์ดมักจะได้รับทัศนคติแย่ๆอยู่เสมอ จากมุมมองของขุนพลชาญศึกเหล่านี้แล้ว ไรน์ฮาร์ดก็เป็นแค่ดาวเคราะห์น้อยกระจ้อยร่อยดวงหนึ่งที่ไม่สามารถส่องแสงได้ด้วยตนเอง ได้แต่อาศัยอำนาจบารมีของพี่สาวและองค์ไกเซอร์เท่านั้น

นี่หาใช่การรบทัพจับศึกครั้งแรกของไรน์ฮาร์ด ห้าปีที่ผ่านมาตั้งแต่เข้าประจำการ ไรน์ฮาร์ดได้รับชัยชนะในหลายสมรภูมิ แต่ถ้ามีใครไปกล่าวเช่นนั้นกับนายพลคนอื่นๆ พวกเขาก็มักจะตอบกลับมาทำนองว่า “หมอนั่นได้อยู่หน่วยดีหรอก” หรือ “ศัตรูอ่อนเกินไปต่างหาก”

ยิ่งกว่านั้น ด้วยความที่ไรน์ฮาร์ดไม่ได้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตัวหรือชอบการประจบประแจง ทำให้ความเกลียดชังไรน์ฮาร์ดยิ่งเพิ่มทวีคูณ เขามักจะถูกกล่าวถึงในทางลับว่า “เจ้าเด็กผมทองยะโสนั่น”




“จะดีเหรอครับ?” สหายผมแดงถามไรน์ฮาร์ด ดวงตาสีครามมีร่องรอยความกังวลปรากฎอยู่
“ปล่อยไปเถอะ” นายของเขาตอบอย่างใจเย็น “อย่างพวกนั้นจำทำอะไรได้? ก็แค่พวกขี้ขลาด จะพูดแต่ละทียังต้องยกโขยงกันมา พวกนั้นไม่กล้าชนกับอำนาจองค์ไกเซอร์หรอก อย่าเก็บมากวนใจเลย”

“แต่ความกล้าเพียงเล็กน้อย อาจเติบใหญ่ในวันหน้านะครับ”
ไรน์ฮาร์ดมองไปที่ผู้ช่วยหนุ่มแล้วก็หัวเราะอยู่ในลำคอ
“นายนี่น้า ขี้กังวลไม่เปลี่ยน อย่ากลุ้มไปเลยน่า ถึงตอนนี้พวกนั้นจะบ่น แต่เดี๋ยวทัศนคติก็จะเปลี่ยนไป ชั้นจะทำให้ชตาเดินได้เห็น ‘ตัวอย่างความสำเร็จ’ อย่างที่ต้องการ จะอัดใส่กรอบให้เลย”

ว่าแล้วไรน์ฮาร์ดก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วชวนเคียร์ชไอส์ไปที่ห้องพัก “ซักแก้วไหม เคียร์ชไอส์? ชั้นมีไวน์ชั้นดีอยู่ด้วย ขวดนี้อายุตั้ง 410 ปีเชียวนะ”
“เยี่ยมไปเลยครับ”
“งั้นไปกันเถอะ” พูดพลางตบบ่าสหายผมแดง “จะว่าไปเคียร์ชไอส์...”
“ครับ ใต้เท้า?”
“ใต้เท้า’ อะไรนั่นน่ะ ตอนที่คนอื่นไม่อยู่ ไม่จำเป็นต้องเรียก ‘ใต้เท้า’ ก็ได้ บอกเป็นพันรอบแล้วนะ”
“ถึงจะรู้อยู่แต่ว่ามัน...”
“ถ้ารู้แล้วก็ปฏิบัติด้วยสิ ถ้าเรากลับโอดินหลังศึกนี้จบลง นายเองก็จะได้เป็น ‘ใต้เท้า’ ด้วยนะ”
“….” เคียร์ชไอส์ดูแปลกใจ
“นายจะได้เป็นนายพลล่ะ ชั้นตั้งตารอวันนั้นอยู่นะ”
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ” เคียร์ชไอส์ยิ้มอ่อนตอบ
หลังทิ้งสะพานเดินเรือให้พันเอกร็อยชเนอร์รับช่วงต่อ ไรน์ฮาร์ดก็เดินนำออกไป เคียร์ชไอส์ที่เดินตามหลัง อดครุ่นคิดถึงสิ่งที่สหายผู้เป็นนายกล่าวไม่ได้

ถ้าเรากลับโอดินหลังศึกนี้จบลง นายเองก็จะได้เป็น ‘ใต้เท้า’ ด้วยนะ...ดูเหมือนความพ่ายแพ้จะไม่เคยมีอยู่ในความทรงจำของแม่ทัพหนุ่มผมทองเลย การพูดเช่นนี้กับคนอื่นคงไม่พ้นถูกคิดว่ากำลังพูดจาเสียดสีอยู่ แต่สำหรับเคียร์ชไอส์แล้ว เขารู้ดีว่าไรน์ฮาร์ดแค่พูดคำนั้นออกมาด้วยความรักใคร่ที่มีต่อสหายเท่านั้น

ความคิดหนึ่งผุดเข้ามาในหัวเคียร์ชไอส์ สิบปีแล้วสินะ ตั้งแต่ที่เราได้พบกัน? ตั้งแต่วันที่ได้พบไรน์ฮาร์ดและอันเนโรสผู้เป็นพี่สาว ชีวิตเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

บิดาของซีคฟรีด เคียร์ชไอส์ เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในกระทรวงยุติธรรมจักรวรรดิ (Reichsjustizministerium) ถูกใช้งานตัวเป็นเป็นเกลียวในแต่ละวัน ทั้งงานเอกสาร และงานคอมพิวเตอร์ โดยมีรายได้ 40,000 ไรชส์มาร์คต่อปี เขาเป็นผู้ชายใจดีที่รักการปลูกกล้วยไม้บัลด์ในสวนแคบๆข้างบ้านและชอบการดื่มเบียร์ดำหลังอาหารมื้อเย็น ส่วนลูกชายผมแดงของเขานั้น มีผลการเรียนผ่านเกณฑ์ได้รับเกียรติบัตรเรียนดีอย่างหวุดหวิด ทั้งยังเป็นจอมพลังในวิชากีฬา และเหนืออื่นใดคือเป็นความภาคภูมิใจและความสุขของบ้าน

วันหนึ่ง ที่บ้านร้างหลังข้างๆ ก็มีชายคนหนึ่งย้ายเข้ามาอยู่อาศัยพร้อมลูกสองคน
เคียร์ชไอส์รู้สึกตกใจเมื่อได้ยินว่า ชายกลางคนเซื่องซึมคนนั้นเป็นขุนนาง แต่เมื่อเขาเห็นเด็กชายและพี่สาวผมทอง เขาก็เชื่ออย่างสนิทใจ พวกเขาสวยมาก! เด็กชายคิด



   วันต่อมา เขาก็ได้พบกับน้องชายของบ้านนั้น เด็กชายที่ชื่อไรน์ฮาร์ดนั้นมีอายุเท่ากับเคียร์ชไอส์ เกิดคล้อยหลังเพียงสองเดือนตามระบบเวลามาตรฐานอวกาศ เมื่อเด็กผมแดงบอกชื่อตัวเองออกไป ตาคู่งามของเด็กผมทองหดแคบลง

     "ซีคฟรีดเหรอ...ชื่อโหลจังเลยแฮะ"
     ช่างเป็นคำตอบที่เกิดความคาดหมาย เด็กผมแดงตะลึงงันจนไม่รู้จะตอบว่าอะไร
แต่แล้วไรน์ฮาร์ดก็พูดต่อ “แต่เคียร์ชไอส์นี่เพราะดีนะ ชั้นชอบมากเลยล่ะ ถ้างั้น ชั้นขอเรียกนามสกุลนายละกันนะ”
อีกด้านหนึ่ง อันเนโรสผู้เป็นพี่สาวก็เรียกชื่อเขาอย่างย่อๆว่า “ซีค” ใบหน้าของเธอมีความละม้ายคล้ายน้องชายเพียงแต่มีความปราณีตที่เหนือกว่า รอยยิ้มน้อยๆของเธอมีความอ่อนโยนเหลือคณา และยามที่ไรน์ฮาร์ดแนะนำเขาให้อันเนโรสรู้จัก รอยยิ้มที่เธอมีให้แก่เขานั้นดุจแสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านแนวไม้พริ้วไหว
“ซีค กับน้องชายพี่ ดีต่อกันไว้นะ”
ต้งแต่วันนั้นจนถึงบัดนี้ เคียร์ชไอส์ทำตามคำนั้นอย่างไม่เสื่อมคลาย
หลายสิ่งอย่างเกิดขึ้นตั้งแต่นั้น วันหนึ่ง มีรถหรูที่เคียร์ชไอส์ไม่เคยเห็นมาก่อนจอดอยู่หน้าบ้านข้างๆ ชายกลางคนดูภูมิฐานผู้หนึ่งก้าวลงมา เย็นนั้น เสียงเกรี้ยวกราดของไรน์ฮาร์ดก็แฝดดังลั่น
“พ่อน่ะ ขายพี่ให้ไกเซอร์ต่างหาก!”

เช้าวันต่อมา เมื่อเคียร์ชไอส์ไปรับไรน์ฮาร์ดเพื่อเดินไปโรงเรียนด้วยกัน อันเนโรสได้ยิ้มเศร้าตอบอย่างอ่อนโยน “ซีค น้องพี่คงจะไปโรงเรียนพร้อมเธอไม่ได้อีกแล้วล่ะ ถึงจะเป็นช่วงสั้นๆ แต่พี่ขอบใจที่ช่วยเป็นเพื่อนกับไรน์ฮาร์ดนะ”

หญิงสาวเลอโฉมจุมพิตบนหน้าผากเขาและมอบเค้กช็อกโกแล็ตทำเองให้ ในวันนั้น เด็กผมแดงไม่ได้ไปโรงเรียน กลับกัน เขานำเค้กช็อกโกแล็ตนั้นไปยังเขตอุทยาน โดยเลี่ยงไม่ให้ถูกพบโดยหุ่นยนต์ตรวจการณ์ เขานั่งลงใต้ทิวสนนาม “สนดาวอังคาร” ไม่มีใครทราบที่มาของชื่อเรียกนั้น  เด็กชายนั่งอยู่ที่นั่นเป็นเวลาเนิ่นนานพร้อมกินเค้กไปด้วย เมื่อคิดว่าเขาจะต้องแยกจากไรน์ฮาร์ดและอันเนโรสแล้ว น้ำตาก็ไหลรินออกมา เขาใช้มือเปล่าเช็ดน้ำตานั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนใบหน้าแดงก่ำนั้น

เคียร์ชไอส์กลับถึงบ้านไปในเวลาค่ำมืดและเตรียมใจที่จะโดนพ่อแม่ดุ แต่พ่อแม่เขากลับไม่พูดอะไร แสงไฟได้หายไปจากบ้านหลังข้างๆ



หนึ่งเดือนต่อมา ไรน์ฮาร์ดมาพบเขาโดยไม่บอกกล่าว เด็กผมทองซึ่งสวมเครื่องแบบของโรงเรียนเตรียมทหารจักรวรรดิ กล่าวกับเคียร์ชไอส์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นอย่างผู้ใหญ่ “ชั้นจะเป็นทหาร” แล้วกล่าวเสริม “แบบนั้นจะเป็นผู้ใหญ่ได้เร็วกว่า ชั้นต้องก้าวนำโลกให้ได้เพื่อทวงพี่กลับคืนมา มากับชั้นเถอะ เคียร์ชไอส์ ในโรงเรียนเตรียมมีแต่พวกน่าเบื่อทั้งนั้น”

ผู้เป็นพ่อแม่ไม่ได้คัดค้านใดๆ บางที พวกเขาอาจจะกำลังหวังว่า ลูกชายผมแดงอาจจะสามารถก้าวนำโลกได้บนเส้นทางนั้น หรือบางที พวกเขาคงจะตระหนักได้ว่า  หัวใจของลูกชายได้ถูกพี่น้องผมทองข้างบ้านขโมยไปเสียแล้ว แต่ไม่ว่าทางไหน เคียร์ชไอส์ในวัยเด็กก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเดินเส้นทางเดียวกับไรน์ฮาร์ด 

นักเรียนส่วนใหญ่ที่โรงเรียนเตรียมทหารล้วนเป็นลูกหลานขุนนาง ที่เหลือก็เป็นสามัญชนคนชั้นสูง เป็นที่ชัดเจนว่าเคียร์ชไอส์เข้าเรียนที่นี่ได้เพราะความปรารถนาของไรน์ฮาร์ดและคำร้องขอของอันเนโรส

ไรน์ฮาร์ดทำคะแนนได้เป็นที่หนึ่งของรุ่นอยู่เสมอ ส่วนเคียร์ชไอส์ก็มักจะได้อันดับสองอยู่เป็นประจำ นี่ไม่ใช่การทำเพื่อตัวเขาเองเท่านั้น แต่เพื่อไรน์ฮาร์ดและอันเนโรสด้วยแล้ว เขามีแต่จะต้องทำเกรดให้ดี

หลายต่อหลายครั้ง ที่ครอบครัวมักจะมาเยี่ยมบุตรหลานที่โรงเรียนฯ พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นขุนนางหรือชนชั้นสูง แต่เคียร์ชไอส์หาได้เคารพนับถือในคนพวกนั้นเลย มีแต่กลิ่นไอของความหยิ่งทะนงจากการมีอภิสิทธิ์เท่านั้นที่สัมผัสได้

“ดูพวกนั้นสิ เคียร์ชไอส์” ไรน์ฮาร์ดรูกสึกสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่เห็นลูกหลานขุนนางพวกนี้ “พวกนั้นไม่ได้มีวันนี้ได้เพราะความสามารถของตนเอง ... พวกนั้นแค่สืบทอดอำนาจและสมบัติผ่านสายเลือดจากรุ่นสู่รุ่น หน้าไม่อายซะจริง จักรวาลมีอยู่ให้คนพวกนี้ปกครองเนี่ยนะ?”
“ไรน์ฮาร์ด...” เคียร์ชไอส์เหมือนจะตอบ
“ใช่แล้ว เคียร์ชไอส์! เราไม่มีเหตุผลสักข้อเดียวที่จะต้องเป็นอย่างพวกนั้น”
แม้ทั้งสองมักจะมีบทสนทนาทำนองนี้เป็นประจำ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไรน์ฮาร์ดกล่าวในสิ่งที่สหายผมแดงฟังแล้วช็อกที่สุดในชีวิต



นักเรียนหนุ่มทั้งสองยกมือขึ้นทำวันทยาหัตถ์ต่อหน้าอนุสาวรีย์สูงใหญ่ของจักรพรรดิรูดอล์ฟ นี่เป็นการแสดงความเคารพซึ่งเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของไพร่ฟ้าทุกชนในจักรวรรดิ ในดวงตาของอนุสาวรีย์ที่ถูกสร้างขึ้นมากมายทั่วดาวหลวงจักรวรรดิเหล่านี้มีกล้องสอดแนมติดตั้งอยู่ และกระทรวงมหาดไทยจักรวรรดิก็คือผู้ที่คอยเฝ้าระวังภัยคุกคามต่อราชบัลลังก์ไกเซอร์ ต่อหน้าอนุสาวรีย์นี้เองที่ไรน์ฮาร์ดได้พูดสิ่งนั้นออกมา

“เคียร์ชไอส์ นายเคยคิดแบบนี้บ้างไหม? ราชวงศ์โกลเดินบามก็ไม่ได้เกิดมาพร้อมมนุษยชาติ มันเกิดจากความเหิมเกริมของเจ้ารูดอล์ฟต่างหาก ... เดิมที รูดอร์ฟน่ะ ก็เป็นแค่คนที่มีอำนาจขึ้นมาคนนึง แต่พอเวลาผ่านไป เขาก็เปลี่ยนตัวเองเป็นไกเซอร์ผู้ศักดิ์สิทธิ์และละเมิดมิได้”
นี่เขาตั้งใจจะพูดอะไร? เคียร์ชไอส์นึกสงใสพร้อมใจที่เต้นระรัว
“นี่ เคียร์ชไอส์”  ไรน์ฮาร์ดกล่าว “ถ้ารูดอล์ฟทำได้ คิดว่าอย่างชั้นจะทำได้ไหม?”
เคียร์ชไอส์ตาเบิกกว้าง เขามองเข้าไปยังดวงสาสีครามดุจอัญมณีของไรน์ฮาร์ด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในฤดูหนาวสุดท้ายก่อนทั้งคู่จะเข้าประจำการ

— 3 


ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 20 กับศตวรรษที่ 21 มีตัวอย่างของการพัฒนาทาง
เทคโนโลยีอหังการถูกสร้างขึ้นมากมาย และก็กลายเป็นภัยต่อตัวมนุษยชาติเอง 
อย่างครั้งหนึ่ง เราเคยเชื่ออย่างผิดๆว่าการลอกแบบบุคคลโดยการโคลนนั้น
จะนำมาซึ่งชีวิตนิรันดร์ แต่สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่ภาพร่างทางทฤษฎี
เมื่อทฤษฎีการโคลนถูกนำมาผสมเข้ากับคติสังคมลัทธิดาร์วินแล้ว
ก็เกิดเป็นอุดมคติน่ากลัวซึ่งมีภาพสะท้อนความอหังการของมนุษย์
ที่นำไปสู่ชะตากรรมเดียวกับที่เคยอุบัติบนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลก 
นั่นคือทัศนคติที่มองความบกพร่องทางพันธุกรรมเป็นสิ่งยอมรับไม่ได้ 
มองว่าเด็กและเผ่าพันธุ์บกพร่องควรถูกกำจัดสิ้นเพื่อพัฒนาการอันยิ่งยวดของวงศ์มนุษย์ 
การเริ่มมีอิทธิพลของคตินี้ เป็นสัญญาณแรกซึ่งยืนยันได้ว่า
รูดอล์ฟ ฟอน โกลเดินบาม จะได้ทำให้มันเกิดขึ้นอีก...

“พลจัตวาหยาง ท่านผู้บังคับการต้องการพบตัว กรุณาไปรายงานตัวที่สะพานเดินเรือในทันที”
เมื่อถูกขัดจังหวะการอ่าน พลจัตวาหยาง เหวินลี่ ก็ลุกขึ้นหยิบหมวกเบเร่และเคลื่อนมือไปขยี้ผมสีดำยุ่ง เขาเป็นเจ้าหน้าที่ทหารรองอาวุโสประจำกองเรือที่ 2 เสรีพันธมิตร ทำหน้าที่อยู่ในส่วนหนึ่งของสะพานเดินเรือของเรือธง ปาโตรคลอส 

ชื่อของหยางจัดอยู่ในกลุ่มประเภท “E.” นี่เป็นหลักปฏิบัติมา ตั้งแต่สมัยสมาพันธ์กาแล็กซี บุคคลที่ชื่อขึ้นต้นด้วยนามสกุล จะถูกจัดอยู่ในประเภท “E.” ที่หมายถึง “ตะวันออก” ส่วนบุคคลที่ชื่อตัวมาก่อน จะถูกจัดอยู่ในประเภท “W.” ที่หมายถึง “ตะวันตก”

แน่นอน วงศ์มนุษย์ในยุคสมัยนี้ต่างมีเผ่าพันธุ์ที่ผสมปนเปือไปหมดแล้ว ชื่อจึงเป็นสิ่งเดียวที่จะบอกได้ถึงรากเหง้าวงศ์ตระกูลของบุคคลนั้น

หยางในวัย 29 ปี ผมสีดำ ตาสีดำ ส่วนสูงและกล้ามเนื้อสันทัด ให้ภาพลักษณ์เหมือนนักวิชาการใจดีมากกว่านายทหาร คนส่วนใหญ่มักจะคิดกับเขาแค่ชายหนุ่มแสนธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่แทบจะไม่เชื่อหูเมื่อได้ยินชั้นยศของเขา


พลจัตวาหยาง เหวินลี่

“หยาง เหวินลี่ มาตามคำสั่งแล้วครับ”
พลโทพาเอ็ตตา ผู้บังคับการกองเรือ เหลือบมองนายพลหนุ่มทำความเคารพด้วยสายตาบอกบุญไม่รับ พาเอ็ตตาเป็นชายวัยกลางคนที่มีบุคลิกจริงจัง ขึงขัน จนคิดไม่ออกเลยว่าจะมีอาชีพอะไรที่เหมาะสมกับเขามากไปกว่าการเป็นทหาร

เขามองตรงไปที่หยาง “ฉันดูแผนการรบที่เธอส่งมาแล้วนะ” พลางคิดไปว่า เด็กหน้าเซ่อๆอย่างนายเนี่ยนะจะมียศต่ำกว่าแค่สองชั้น?! “ถือว่าน่าสนใจทีเดียว แต่ว่า มันออกจะดูรัดกุมไปหน่อย เหมือนจะเป็นฝ่ายตั้งรับด้วยซ้ำ”
“เป็นงั้นเหรอครับ” หยางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ การกล่าวเช่นนี้ต่อผู้บังคับบัญชาอาจจะดูไม่สุภาพเท่าไหร่ แต่พาเอ็ตตาก็ไม่ทันได้ใส่ใจ
“จริงอยู่ว่าแผนนี้ไม่ทำให้เราแพ้แน่นอน แต่ในเมื่อเราไม่ได้จะแพ้ มันก็ไม่มีประโยชน์ และเราจะชนะ ... ทัพเราล้อมศัตรูจาก 3 ด้าน แถมยังมีกำลังมากกว่า 2 เท่า แค่ดูจากสภาพแล้ว ทำไมต้องมาเผื่อใจว่าจะแพ้ด้วย?”
“แต่ว่า วงล้อมเรายังไม่สมบูรณ์แบบนะครับ”
ครั้งนี้พาเอ็ตตาสังเกตุได้ คิ้วเขาขมวดอย่างไม่สบอารมณ์จนเห็นเป็นร่องระหว่างคิ้ว
หยางยังคงผ่อนคลายอยู่เช่นเคย

เก้าปีก่อน เมื่อหยางจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเสรีพันธมิตร หยางเป็นเพียงนายร้อยจบใหม่ธรรมดาคนหนึ่ง เขาจบการศึกษาด้วยอันดับที่ 1,909 จากจำนวนนักเรียน 4,840 คนของรุ่น แต่ตอนนี้ จะเรียกเขาว่าเป็นนายพลธรรมดาคนหนึ่งไม่ได้อีกแล้ว ตลอดประวัติศาสตร์เสรีพันธมิตรมีทหารที่ได้ขึ้นเป็นนายพลในช่วงอายุเลขสองเพียง 16 คนเท่านั้น และหยางก็เป็นหนึ่งในนั้น

วีรกรรมของนายพลหนุ่มผู้นี้ไม่อาจถูกมองข้ามโดยพลโทพาเอ็ตตาได้ ตลอดเก้าปีที่ผ่านมา หยางได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหารมากกว่าร้อยครั้ง ถึงแม้ว่าปฏิบัติการเหล่านั้นจะไม่ใช่การรบครั้งใหญ่ที่ใช้เรือนับหมื่นลำเช่นครั้งนี้ แต่หยางก็ไม่ใช่แค่เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ยิ่งกว่านั้น เขายังถูกยกย่องเป็นวีรบุรุษผู้ปราดเปรื่องผู้ทำให้ “การลี้ภัยจากเอลฟาซีล” สำเร็จลงได้

แม้จะเป็นวีรบุรุษสงครามตั้งแต่อายุยังน้อย แต่หยางกลับไม่ได้รับความรู้สึกชื่นชมใดๆจากพลโทพาเอ็ตตาเลย และด้วยการที่ค่าตอบแทนทหารถูกคำนวณโดยหน่วยงานส่วนกลาง จึงเป็นที่ชัดเจนว่าหยางได้รับเงินเดือนแปรผันตามผลงานของเขาอย่างงาม

“ยังไงก็เถอะ ชั้นไม่รับแผนนี้”
พาเอ็ตตายื่นเอกสารคืนให้หยาง แล้วพูดเสริม “ขอพูดไว้เลย นี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวหรอกนะ”

— 4 


หยาง ไท่หลง

หยาง ไท่หลง ผู้เป็นบิดาของหยาง เหวินลี่ ได้รับการยอมรับนับถือเป็นบุรุษผู้มากพรสวรรค์ในบรรดาเหล่าพ่อค้าและนายเรือพาณิชย์ของเสรีพันธมิตร รอยยิ้มที่ไร้พิษภัยนั้นแฝงไปด้วยความหลักแหลมและกระตือรือร้นในธุรกิจ และตั้งแต่วันที่เขาผันตัวเองออกมาเป็นเจ้าของหมู่เรือพาณิชย์ขนาดเล็ก สินทรัพย์ของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง

“เพราะผมเอาใจใส่กับเงินยังไงล่ะ” เขามักจะตอบเช่นนั้นเมื่อมีคนถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ “พวกมันออกไปสู่โลกกว้างเพื่อสร้างทรัพย์สมบัติ แล้วกลับมายังบ้านเหมือนกับลูกผู้ซื่อสัตย์ เหรียญทองแดงแปรเปลี่ยนเป็นเงิน เหรียญเงินแปรเปลี่ยนเป็นทอง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูทั้งนั้น!”

ด้วยความที่เขาเหมือนจะคิดว่านี่เป็นวลีที่คมคาย เขาจึงเที่ยวกล่าววลีนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส จนในที่สุดก็ได้รับฉายาว่า “ปราชญ์ฟูมฟักเงิน” แม้ฉายานี้จะไม่ได้ถูกเอ่ยถึงด้วยความรู้สึกชื่นชมเสียทุกครั้ง แต่หยางไท่หลงก็ดูค่อนข้างโอเคกับมัน

นอกจากนี้ หยางไท่หลงยังเป็นนักสะสมงานศิลป์โบราณตัวยง ที่พักของเขาแออัดไปด้วยงานศิลป์กองมหึมา ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม เครื่องเคลือบจากสมัยที่ยังใช้ปีคริสต์ศักราช ก่อนที่เขาจะเข้ามามีตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกองเรือค้าพาณิชย์อวกาศนี้ เขามักจะยุ่งอยู่กับการนั่งขัดสีฉวีวรรณบรรดางานศิลป์ทั้งหลายที่บ้าน

หลังงานอดิเรกนี้กลายเป็นข่าวออกไป ก็เป็นที่เลื่องลือว่าเขาบรรจงเลือกงานศิลป์ซะยิ่งกว่าเลือกภรรยาซะอีก หยังจากหย่าร้างกับภรรยาคนแรกซึ่งวันๆเอาแต่จะผลาญเงินแล้ว เขาก็แต่งงานกับภรรยาหม้ายของทหารคนหนึ่ง ซึ่งมีหน้าตาที่ถือว่าสวยอยู่ และนางก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายนามว่า หยาง เหวินลี่
ระหว่างที่หยางไท่หลงกำลังทำงานอดิเรกอยู่ในบ้านนั้นเอง เขาก็ทราบข่าวว่าตนเองได้ลูกชาย มือที่กำลังเช็ดถูแจกันหยุดไปชั่วครู่ แล้วเขาก็พูดพึมพำว่า “หืม...เมื่อชั้นตายลง งานศิลป์หมดนี่จะเป็นของเขาสินะ”
ว่าแล้วก็เช็ดถูแจกันต่อ

เมื่อหยางเหวินลี่มีอายุได้ 5 ขวบ แม่เขาก็ตายจากโรคหัวใจเฉียบพลัน ที่ผ่านมานางมีสุขภาพแข็งแรงมาตลอด การตายอย่างกะทันหันของนางจึงทำให้หยางไท่หลงรู้สึกตกใจ เมื่อทราบข่าวร้าย รูปหล่อสิงโตก็หลุดมือร่วงสู่พื้นก่อนที่เขาจะเก็บมันขึ้นมา ครอบครัวฝ่ายหญิงรู้สึกโกรธเมื่อทราบว่าคำพูดแรกที่เขาพูดขึ้นมานั้นคือ
“เกือบไป ดีนะที่ไม่ได้ถือของเปราะบางอยู่...”

หยางไท่หลงสูญเสียภรรยาไปแล้วสองคน คนหนึ่งจากการหย่าร้าง อีกคนจากโรคภัย เขาไม่มีความต้องการจะแต่งงานอีก เขามอบหมายหญิงรับใช้ให้เป็นคนดูแลลูกชาย แต่ยามที่หญิงรับใช้หยุดงาน หยางไท่หลงก็จะพาลูกชายมานั่งข้างๆและให้ขัดเช็ดถูงานศิลป์ไปด้วยกัน

เมื่อครอบครัวฝ่ายหญิงมาเยี่ยม และเห็นพ่อลูกกำลังนั่งขัดถูสิ่งต่างๆโดยไม่พูดจาอะไร พวกเขาต่างสะพรึง คิดว่าเด็กไม่ควรจะอยู่กับบิดาที่ไม่เอาไหนเช่นนี้ เมื่อเขาถามผู้เป็นพ่อว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างลูกกับของสะสม? หยางไท่หลงตอบว่า:
“อืม งานศิลป์มันก็ใช้เงินไปไม่น้อยเหมือนกันนะ...”
แต่กลับกัน ชั้นได้ลูกชายมาฟรีๆนี่ พลางคิดในใจ
ครอบครัวฝ่ายหญิงต่างเดือดดาลเมื่อได้ยินคำพูดนั้น และเตรียมฟ้องร้องชิงสิทธิดูแลเด็กต่อศาล แต่หยางไท่หลงรู้ทันเสียก่อนจึงพาลูกชายขึ้นเรือพาณิชย์อวกาศหนีไปจากดาวหลักไฮเนสเซิน ครอบครัวฝ่ายหญิงคิดว่ามันคงพิลึกน่าดูถ้าจะแจ้งความเอาผิดว่าพ่อลักพาตัวลูกชายตนเอง พวกเขาจึงไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเฝ้าติดตามว่าเรือพาณิชย์ลำนั้นเดินทางไปไหนบ้าง “อืม งั้นเหรอ” พวกเขากล่าว “อย่างน้อย เจ้านั่นมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เหมือนกันที่พาลูกหนีไปแบบนั้น”

ด้วยเหตุฉะนี้ หยางเหวินลี่จึงใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของ 16 ปีแรกไปบนเรือเดินอวกาศ
ในช่วงแรก เด็กชายหยางเหวินลี่มักจะไม่สบายและมีไข้ทุกครั้งที่เรือทำการวาร์ป แต่ท้ายที่สุดเขาก็คุ้นชินกับมันและค่อนข้างยอมรับสภาพการณ์ของตนเองได้ เมื่อเขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิศวกรรมจนอิ่มหนำสำราญแล้ว เป้าหมายถัดไปของเขาก็คือ ‘ประวัติศาสตร์’

เด็กชายชอบการดูวิดีโอ อ่านฉบับพิมพ์ซ้ำของหนังสือเก่าๆ ฟังเรื่องเล่าในอดีต แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาดูจะมีความสนใจอย่างลึกซึ่งต่อ ‘จอมวายร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์’ รูดอล์ฟ

เนื่องจากหยางเหวินลี่เกิดในเสรีพันธมิตร ซึ่งรูดอล์ฟถือเป็นตัวแทนแห่งความชั่วร้าย แต่เมื่อหยางอ่านและฟังเรื่องเล่นเกี่ยวกับรูดอล์ฟแล้ว เด็กชายก็เริ่มเกิดความสงใส ถ้ารูดอล์ฟเป็นคนไม่ดีขนาดนั้นจริง แล้วทำไมผู้คนถึงต้องสนับสนุนและให้อำนาจกับเขาด้วย?
“เจ้าหนู นั่นก็เพราะ รูดอล์ฟเป็นคนเจ้าเล่ห์มากไงล่ะ เลยสามารถหลอกทุกคนได้”
“แล้วทำไมถึงปล่อยให้ถูกหลอกล่ะ?”
“ก็เพราะรูดอล์ฟเป็นคนไม่ดีมากไง”
คำตอบนั้นดูจะไม่สร้างความกระจ่างให้เด็กชายซักเท่าไหร่ แต่บิดาผู้มีมุมมองต่างออกไปจากคนอื่นๆ ได้ไขข้อสงใสของบุตรชายว่า:



“นั่นก็เพราะ ‘ผู้คนเอาแต่ความสบายว่า’ ยังไงล่ะ”
“เอาแต่สบายว่า?”
“ใช่แล้ว แทนที่พวกเขาจะลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเอง พวกเขากลับรอให้มีใครซักคนปรากฎตัวขึ้น เพื่อมอบปัญหาทุกอย่างให้เขารับผิดชอบ และรูดอล์ฟก็ใช้ประโยชน์ในข้อนั้น ...นี่ จำคำพ่อไว้นะ คนที่ทำให้เผด็จการเกิดขึ้นมานั่นแหล่ะ ที่จะต้องรับผิดชอบมากที่สุด ถึงจะไม่ได้สนับสนุนโดยตรง แต่การอยู่เงียบๆ ก็ถือว่าร่วมทำผิด” บิดาอธิบาย
“แต่ว่า ลูกไม่ลองอ่านเรื่องอื่นๆ ที่มันดูจะงอกเงยได้มากกว่านี้หน่อยเหรอ?”
“งอกเงย?”
“ก็เช่น ‘เงินหรืองานศิลป์’ ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ ‘เงินทองในกระเป๋า’ อะไรพวกนี้น่ะ”

ไม่กี่วันก่อนวันเกิดครบรอบ 16 ปีของหยางเหวินลี่ บิดาก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของเรือ เดิมทีหยางเหวินลี่ต้องการสอบเข้าเรียนที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนุสรณ์ไฮเนสเซิน (Heinessen Memorial University) และบิดาเขาก็อนุญาติด้วย
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” บิดากล่าว “ประวัติศาสตร์ก็ทำเงินได้เหมือนกันน้า”
คำพูดนั้น เป็นเหมือนคำอวยพรแก่ลูกรักให้ก้าวเดินไปบนเส้นทางฝัน
“อย่าดูแคลนเงินเป็นอันขาด ถ้าลูกมีเงิน ลูกก็ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้กับคนที่ไม่ชอบ แล้วก็อย่าละเลยหลักการชีวิตตนเองด้วยล่ะ เหมือนกับนักการเมือง ถ้าบริหารจัดการดีๆ ไม่ทำตามใจชอบ ทุกอย่างก็จะดี”
หยาง ไท่หลง จากไปในวัย 48 ปี ทิ้งบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาไว้กับของสะสมกองพะเนิน

เมื่อหยางเหวินลี่เสร็จสิ้นจากงานพิธีศพแล้ว เขาก็สาละวนจัดการธุระมากมายเกียวกับมรดกและภาษี และแล้ว เขาก็ค้นพบความจริงอันโหดร้าย บรรดางานศิลปะที่พ่อของเขาเฝ้าสะสมมาตลอดชีวิต แทบทั้งหมดล้วนเป็นของปลอม

ตั้งแต่แจกันอีทรัสคัน ภาพวาดบุคคลสไตล์โรโกโก ไปจนถึงม้าสัมฤทธิ์สมัยราชวงศ์ฮั่น ทั้งหมด “แทบไม่มีค่า” นั่นเป็นคำที่ผู้ประเมินทรัพย์สินของรัฐพูดกับหยางด้วยความรู้สึกแกมเวทนา
ซ้ำร้ายกว่านั้น เขายังพบว่าก่อนตาย บิดาได้นำกรรมสิทธิ์ในหุ้นของบริษัทไปจำนองหนี้ไว้ ทำให้ท้ายที่สุด หยางไม่ได้รับอะไรเลยนอกจากขยะกองพะเนิน

หยางพอจะรับความจริงนี้ได้ด้วยรอยยิ้มแบบเซ็งๆ เพราะเมื่อนึกย้อนกลับไปในสมัยเด็กแล้ว มันแปลกที่คนอย่างพ่อเขาซึ่งมีสายตาเฉียบแหลมในเรื่องเงินๆทองๆ จะมาพลาดท่าให้กับเรื่องที่ตัวเองรักยิ่งอย่างงานศิลปะ ไม่รู้สิ มันเหมือนกับว่า พ่อรู้มาตลอดว่าตัวเองกำลังสะสมของเก๊ ซึ่งก็สมกับนิสัยพ่อเขาแล้ว และด้วยความที่หยางไม่เคยต้องการอยากทำงานธุรกิจเลย เขาจึงไม่แคร์ต่อให้เสียมันไป
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาใหญ่กว่านั้นรออยู่ หยางไม่มีเงินเหลือพอจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ดั่งที่หมายมั่นไว้แต่แรก

 ด้วยภาวะตึงเครียดจากสงครามกับจักรวรรดิ งบประมาณแผ่นดินจำนวนมากจึงถูกทุ่มไปที่การทหาร ทุนการศึกษาสายสังคมซึ่งไม่เกี่ยวกับการทหารถูกตัดเหี้ยม การจะได้รับทุนจึงถือเป็นอะไรที่ยากมาก
ดูเหมือนจะไม่มีสถาบันการศึกษาไหนที่จะสามารถเรียนวิชาประวัติศาสตร์ได้ฟรีๆ ยกเว้นหนึ่งที่...

ก่อนกำหนดเส้นตาย หยางได้ส่งใบสมัครสอบเข้าเรียน และแม้ว่าคะแนนสอบของเขาจะห่างไกลจากอันดับต้นๆ แต่ก็ยังอยู่เหนือเกณฑ์ผ่าน

— 5 

ด้วยเหตุนี้ หยางเหวินลี่จึงเข้าเรียนที่โรงเรียนนายทหารเป็นการเฉพาะหน้า แม้ว่าจะไม่ได้เป็นพวกชาตินิยมหรือชื่นชอบทหาร แต่เส้นทางของเขาก็ได้ถูกกำหนดแล้ว

หยางทิ้งขยะกองเท่าภูเขาที่ได้รับตกทอดมาจากบิดาไป มีบ้างที่ยังเก็บไว้ในคลัง แล้วก็ย้ายเข้าไปยังหอพักนักเรียนนายร้อยในสภาพที่เรียกว่าตัวเปล่า

หยางไม่มีแรงจูงใจในเส้นทางนี้ ดังนั้นนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเป็นนักเรียนแถวหน้า หยางโปรดปรานวิชาประวัติศาสตร์การทหารก็จริง แต่วิชาอื่นนอกเหนือจากนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึงเลย เขาหาโอกาสโดดเรียนอยู่เสมอๆ

คาบเรียนใช้อาวุธ, คาบเรียนต่อสู้ หรือวิศวะเครื่องกล ล้วนเป็นวิชาน่าเบื่อสำหรับหยาง แค่ได้เกรดที่พ้น F แค่นั้นเขาก็พอใจมากแล้ว

เนื่องจากถ้าเขาได้ F ก็มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกไล่ออก หรือต่อให้ไม่ถูกไล่ออก การเรียนซ่อมก็จะช่วงชิงเวลาไปมาก ฉะนั้นแล้ว ขอแค่ไม่ได้ F จะเป็นเกรดอะไรโอเค หยางไม่ได้มีเป้าหมายอยากจะเป็นผู้บัญชาการศูนย์ยุทธนาธิการ หรือเป็นผู้บัญชาการกองเรืออวกาศ หรือเป็นเสนาธิการระดับสูง เขาแค่ต้องการเป็นนักวิชาการในแผนกยุทธคดีก็เท่านั้น ไม่มีความสนใจด้านความก้าวหน้าทางอาชีพทหารเลย


นักเรียนนายร้อย หยาง เหวินลี่

เมื่อเกรดวิชาประวัติศาสตร์การทหารอันยอดเยี่ยม ผสมกับทักษะในการหลับทั้งคาบในวิชาอื่นๆที่เหลือ ทำให้เขาเป็นนักเรียนระดับ “กลางๆ” อย่างไรก็ตาม ผลงานในคาบเรียนจำลองยุทธการนั้นไม่ได้แย่เลย เกรดในคาบเรียนนี้จะตัดสินโดยการให้นักเรียนมาประลองฝีมือด้วยระบบจำลองเสมือนจริง พวกกรรมการต่างตกใจเมื่อนักเรียนอันดับ 1 ของรุ่นที่ชื่อว่าไวด์บอร์น ซึ่งถือเป็นนักเรียนที่ฉายแววที่สุดในรอบสิบปี ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดท่าแก่หยาง เหวินลี่

หยางมุ่งส่งกำลังทั้งหมดไปที่จุดๆเดียว นั่นคือตัดสายส่งกำลังบำรุงทัพของฝ่ายตรงข้ามแล้วจึงเปลี่ยนไปตั้งแนวรับ ไวด์บอร์นพยายามใช้ยุทธวิธีมากมายจนถลำลึกเข้าไปในกระบวนเรือของหยาง แต่เมื่อเขาขาดกองบำรุง เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องถอนทัพ ทั้งการตัดสินโดยคอมพิวเตอร์และการให้คะแนนโดยกรรมการต่างชี้ให้หยางเป็นผู้ชนะ

ความภาคภูมิของไวด์บอร์นถูกทำให้ด่างพร้อย เขากล่าวอย่างโมโห “ถ้าสู้กันตรงๆชั้นก็คงชนะไปแล้ว ที่หมอนั่นทำก็แค่ตั้งรับแล้วหนีไปเรื่อยๆไม่ใช่รึไง?!”

 หยางไม่ได้เถียง เพียงแค่คิดว่าคาบเรียนนี้จะช่วยชดเชยเกรดแย่ๆในวิชาวิศวกรรมเครื่องกลให้เขาได้แล้ว  เขาก็รู้สึกอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่ความอิ่มเอมนั้นช่างสั้นนัก



เมื่อจบชั้นปีที่ 2 หยางก็ถูกเรียกตัวโดยฝ่ายสารบรรณทหาร และได้รับคำสั่งให้ย้ายไปภาควิชายุทธวิธี “ไม่ใช่แค่เธอหรอกนะ” อาจารย์พยายามกล่าวปลอบใจ “เบื้องบนสั่งยุบภาควิชาประวัติศาสตร์การทหารแล้ว นักเรียนคนอื่นๆเขาก็ต้องย้ายเหมือนกัน ... เธอน่ะ ในการจำลองการรบ เอาชนะไวด์บอร์นที่ 1 ของรุ่นได้เชียวนะ นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วนี่? ในเมื่อเธอต้องย้ายอยู่ดี ก็ควรเค้นความสามารถออกมาให้สุดสิ”
“ผมมาเรียนที่นี่เพราะตั้งใจมาเรียนประวัติศาสตร์การทหารนะครับ” หยางคัดค้าน “มันไม่ยุติธรรมเลยที่รับนักเรียนเข้าภาคมาแล้วก็ชิงยุบภาคก่อนเขาจะจบแบบนี้”
“นักเรียนนายร้อยหยาง ถึงแม้เธอจะยังไม่ได้ประจำการ แต่ตั้งแต่วินาทีที่เธอเข้ามาอยู่ที่นี่ เธอคือทหาร ต้องทำตามคำสั่ง สำหรับทหารแล้วนี่มันแค่เรื่องหยุมหยิบมาก”
หยางไม่พูดอะไร
“ฟังนะ ชั้นไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องแย่สำหรับเธอเลย ภาควิชายุทธวิธีมีแต่คนเก่งๆทั้งนั้น มีแต่คนอยากเข้าแต่เข้าไม่ได้ นี่เรื่องจริง! แปลกที่มีคนคิดจะหนีไปภาคอื่น”
“ถือเป็นเกียรตินะครับ แต่ผมไม่ได้เก่งอะไรหรอก”
“อย่าถ่อมตัวหน่อยเลยน่า ยังไงซะ ถ้าไม่ชอบจริงๆ เธอก็มีสิทธิ์ที่จะออก ขอแค่ จ่ายชดใช้ทุนที่ส่งเธอมาถึงขนาดนี้ มีแค่ทหารเท่านั้นนะที่ได้เรียนฟรี”
หยางพูดอะไรไม่ออก คำสอนของบิดาเกี่ยวกับเงินผุดขึ้นมาในหัว ใช่แล้ว มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์วันยังค่ำ ไม่มีทางเป็นอิสระได้หรอก

เมื่อมีอายุได้ 20 ปี หยางก็จบการศึกษาจากภาควิชายุทธวิธีด้วยเกรดปานกลาง และได้รับการบรรจุในยศร้อยตรี และในปีต่อมา ก็ได้รับการเลื่อนเป็นร้อยโทซึ่งเป็นการเลื่อนตามปกติของนักเรียนที่จบจากโรงเรียนนายร้อย หาได้หมายความว่าเขามีผลงานพิเศษอะไร

เขาถูกส่งตัวเข้าประจำการที่แผนกสารประวัติและสถิติในศูนย์ยุทธนาธิการ แม้ที่นี่ไม่มีใครโดดเด่นด้านการรบ แต่หยางก็มีความสุขมากที่ได้ทำงานกับเอกสารเก่าๆ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่เป็นร้อยโทนี้เอง หยางได้รับคำสั่งไปที่แนวหน้า เขาได้รับตำแหน่งใหม่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารของกองกำลังที่ประจำอยู่ในดาวเอลฟาซีล

“เมื่อส่วนหนึ่งเสียศูนย์ ทั้งหมดก็จะเสียศูนย์” ร้อยโทหนุ่มบ่นพึมพำ
และที่นี่ หยางผู้ไม่เคยคิดฝันจะมาเป็นทหาร สวมหมวกเบเร่สีดำที่มีเครื่องหมายดาวห้าแฉก พร้อมกับพ้าพันคอสีขาวงาช้างที่สอดเข้าไปในคอเสื้อสีดำ อีกทั้งรองเท้าสีและกางเกงสแลกสีดำ องค์ประกอบทั้งหมดล้วนให้ภาพลักษณ์อย่างเครื่องแบบทหาร


ดาวเคราะห์ "เอลฟาซีล"

ปีนั้นซึ่งเป็นปีอวกาศที่ 788 ยุทธการเอลฟาซีลก็ได้เปลี่ยนชีวิตของร้อยโทหยางเหวินลี่ไปอย่างรวดเร็ว 
ยุทธการนี้เปิดฉากขึ้นด้วยความอัปยศอย่างยิ่งของเสรีพันธมิตร ระหว่างการสู้รบ ทั้งสองฝ่ายยกกองเรือหลายพันลำไปที่บริเวณชายขอบ และเมื่อทั้งสองฝ่ายประสบความสูญเสียประมาณร้อยละ 20 พวกเขาก็ถอนกำลัง หยางยังไม่ได้ทำอะไรเลยในช่วงการปะทะนี้นอกจากนั่งดูการต่อสู้จากมุมหนึ่งของสะพานเดินเรือบนเรือธงอย่างเงียบๆโดยที่ไม่มีใครมาถามความคิดเห็นใดๆเลย

อย่างไรก็ตาม เมื่อกองเรือเสรีพันธมิตรเริ่มเดินทางกลับฐาน พวกเขาก็ถูกกองเรือจักรวรรดิโจมตีตลบหลัง กองเรือจักรวรรดิซึ่งแสร้งทำเป็นถอนกำลังได้ยกทัพกลับมาอย่างรวดเร็วและจู่โจมกองเรือเสรีพันธมิตรซึ่งลดการป้องกันลง

ลำแสงอานุภาพสูงโผล่แจ้งขึ้นมากจากห้วงมืดของอวกาศและเข้าทำลายเรือในทันที การระเบิดของเรือที่ถูกทำลายได้สร้างความเสียหายให้เรือใกล้เคียงและเกิดเป็นความอลหม่านขึ้น พลตรีลินช์ ผู้บังคับการกองเรือเสรีพันมิตร ตื่นตกใจเป็นอย่างยิ่ง เขาสั่งเรือธงหนีกลับดาวเอลฟาซีลด้วยความเร็วสูงสุดโดยทิ้งเรือลำอื่นไว้ในความสับสนวุ่นวาย

เมื่อทราบว่าผู้บังคับการได้เผ่นหนีไปแล้ว กองเรือเสรีพันธมิตรที่เหลือก็ขาดกำลังใจต่อสู้ แม้แต่เรือที่แยกไปต้านทานข้าศึกอยู่ก็เริ่มกลับหลังและหนีจากสนามรบลำแล้วลำเล่า บางลำตัดสินใจหนีกลับดาวเอลฟาซีลตามเรือธง แต่บางลำก็ตัดสินใจหนีออกจากเขตรับผิดชอบเอลฟาซีล ลำที่หนีไม่ทันก็ต้องเผชิญกับชะตากรรมเพียงสองอย่าง คือถูกทำลายล้างไม่ก็ยอมจำนน ซึ่งแน่นอนว่าเกือบทั้งหมดเลือกยอมจำนน

มีเรือเพียงสองร้อยกว่าลำพร้อมทหารราวห้าหมื่นนายที่เหลือรอดกลับไปถึงยังดาวเอลฟาซีล แต่กองเรือจักรวรรดิมีกำลังมากขึ้น 3 เท่าจากกองหนุนที่มาสมทบ กองเรือจักรวรรดิเข้าประชิดเอลฟาซีลอย่างรวดเร็วพร้อมประกาศที่จะทำการ “ปลดปล่อยเอลฟาซีลจากทัพกบฎ” พลเรือน 3 ล้านคนของเอลฟาซีลต่างตื่นกลัวท่ามกลางสถานการณ์อันวิกฤตินี้ มันสายไปแล้วที่จะป้องกันเอลฟาซีลจากหายนะ



พลเรือนรวมตัวกันเพื่อขอพูดคุยกับฝ่ายทหารถึงแผนการอพยพหนีจากดาวดวงนี้ และนายทหารผู้ปรากฎตัวต่อหน้าพวกเขาก็คือร้อยโทหยางเหวินลี่
อายุน้อยแถมยศก็ต่ำ นี่กองทัพคิดดีแล้วหรอ? พลเรือนคิดในใจเป็นเสียงเดียว แม้ว่าลึกๆแล้วหยางจะยังเป็นกังวลอยู่บ้าง แต่หยางก็ทำหน้าที่ของตนเองที่ควรทำได้เป็นอย่างดี  ท่ามกลางความอลหม่านจากการรุกรานของจักรวรรดินั้นเอง หยางได้สั่งรวบรวมเรือทหารและพลเรือนเพื่อเตรียมการสำหรับการลี้ภัย

ต่อให้ผู้รับผิดชอบเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่หยางก็คงต้องสั่งแบบนั้นเหมือนกัน หยางทำให้เหล่าพลเรือนสงบลงได้แล้วรอฤกษ์ยามออกเดินทาง
วันต่อมามีประกาศฉุกเฉินซึ่งสร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคน ผู้บังคับการลินช์ได้สั่งถอนเรือรบทั้งหมดออกจากจากเอลฟาซีลพร้อมทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง ปล่อยให้ทหารภาคพื้นและพลเรือนเอลฟาซีลถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

หยางจึงได้อธิบายแผนการอพยพต่อพลเรือนที่ตื่นตระหนกว่าเราจะทำการอพยพหนีในทิศทางตรงข้ามกับกองเรือนายพลลินช์
“ไม่ต้องห่วงครับ” หยางกล่าว “ระหว่างที่นายพลลินช์กำลังดึงความสนใจจากทัพจักวรรดิอยู่นี้ เราก็สามารถอพยพหนีได้สบายๆ เพียงแค่ต้องเกาะติดไปตามกระแสพายุสุริยะ แล้วก็งดใช้อุปกรณ์สเตลท์ทุกอย่าง”
ดูเหมือนการตัดสินใจนั้น ร้อยโทหนุ่มตั้งใจใช้ผู้บังคับบัญชาตัวเองเป็นเหยื่อล่อ



นั่นเป็นการคาดการณ์ที่ตรงเผง พลตรีลินช์และคนอื่นๆต้องตกเป็นเหยื่ออันโอชะของทัพจักรวรรดิซึ่งมากด้วยเขี้ยวเล็บกว่าเดิม ท้ายที่สุด กองเรือเสรีพันธมิตรก็ยกธงขาวและตกเป็นเชลย

ขณะเดียวกันนั้น กองเรืออพยพที่นำโดยหยางเหวินลี่ก็หนีออกจากระบบดาวเอลฟาซีลที่ทิศตรงข้ามในลักษณะผึ้งแตกรัง ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงอยู่บนรอเรดาห์ของทัพจักรวรรดิ แต่จักรวรรดิคิดว่าจุดเหล่านั้นเป็นแค่วัตถุอวกาศหรือดาวเคราะห์น้อยเท่านั้น เพราะถ้าเป็นเรืออวกาศมันก็ควรจะมีอุปกรณ์สเตลท์ ไม่มีทางที่จะโชว์หราขึ้นมาบนจอเรดาห์เช่นนี้หรอก ที่สุดกองเรืออพยพก็หลุดรอดผ่านใต้จมูกทัพจักรวรรดิไปได้

เมื่อเหล่าผู้บัญชาการของกองเรือจักรวรรดิทราบความจริงเรื่องนี้เข้าในภายหลัง แก้วไวน์ที่ชูขึ้นแด่ชัยชนะก็หล่นแตกกระจาย หยางเดินทางไปถึงยังดาวนิคมที่อยู่ลึกเข้าไปจากเอลฟาซีลพร้อมด้วยพลเรือนสามล้านคน เขาได้รับเสียงเชียร์และต้อนรับอย่างอบอุ่น

ประดุจฟ้าถล่ม วีรกรรมของหยางได้รับคำชื่นชมจากทหารระดับสูงในกองทัพอย่างไม่ขาดสาย ความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน, การหันหนีข้าศึก, การละทิ้งต่อหน้าที่ และร้ายที่สุดคือการละทิ้งประชาชนที่ควรจะปกป้อง ล้วนเป็นความอัปยศเสื่อมเสียครั้งใหญ่หลวงของกองทัพ พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องชูใครซักคนขึ้นมาเป็นวีรบุรุษสงคราม และนั่นคือ “หยาง เหวินลี่ ทหารผู้ควรเอาเป็นแบบอย่างแห่งเสรีพันธมิตร” “นักรบผู้เป็นความหวังของความถูกต้องและของมนุษยชาติ” “ขอทหารเสรีพันธมิตรทุกนายจงได้เชิดชูวีรบุรุษหนุ่มผู้นี้!”

ปีนั้น ในวันที่ 22 มิถุนายนตามระบบเวลามาตรฐาน เวลา 9 นาฬิกา หยางได้รับคำสั่งเลื่อนเป็นร้อยเอก ในวันเดียวกันเวลา 13 นาฬิกา เขาก็ได้เลื่อนเป็นพันตรี ตามระเบียบกองทัพแล้ว การเลื่อนสองขั้นเช่นนี้มีไว้แก่ทหารที่เสียชีวิตในหน้าที่เท่านั้น แต่นี่ถือเป็นกรณีพิเศษที่ถูกดำเนินการโดยผู้มีอำนาจในกองทัพ
หยางไม่ค่อยจะตื่นเต้นเท่าคนรอบข้างซักเท่าไหร่ เขายักไหล่พลางพึมพำว่า “อะไรกันล่ะเนี่ย?” สิ่งเดียวที่สร้างความพอใจให้เขานั่นก็คือเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นตามตำแหน่ง ซึ่งหมายถึงการที่เขาจะสามารถซื้อหนังสือประวัติศาสตร์ที่เล็งไว้ใส่เข้าคลังหนังสือของตน

อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นครั้งแรกเช่นกันที่หยางเริ่มมีความสนใจศาสตร์การทหารขึ้นมาบ้าง



 สามสี่พันปีมาแล้ว ที่แก่นของการต่อสู้ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย หยางคิด และเปรียบเทียบประสบการณ์กับความรู้ประวัติศาสตร์การทหารที่ตนมี ก่อนไปสนามรบก็เป็นแค่หน่วยสนับสนุน แต่พอไปถึงสนามรบแล้ว ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นำ แพ้ชนะล้วนขึ้นอยู่กับสองสิ่งนี้

มีภาษิตโบราณมากมายที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้นำ อาทิ “เมื่อแม่ทัพเก่งกล้าหามีทหารขลาดกลัว” หรือ “ฝูงแกะนับร้อยที่นำโดยหนึ่งพยัคฆ์ย่อมมีชัยเหนือฝูงร้อยพยัคฆ์ที่นำโดยหนึ่งแกะ”

พันตรีวัย 21 รู้ดีกว่าใครถึงเคล็ดลับความสำเร็จของเขา มันเกิดจากทัพจักรวรรดิและทั้งเสรีพันธมิตรเอง ที่ยึดติดกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจนเกินไป และผลลัพท์นั้นคือการมีความเชื่อประมาทๆอย่าง “เรดาห์โชว์หราแบบนี้ ไม่ใช่เรือศัตรูแน่นอน”

ไม่มีอะไรอันตรายไปกว่า การยึดติดอยู่กับความคิดแบบเดิมๆ เมื่อหยางคิดถึงภาษิตนี้ หยางก็คิดว่านี่เป็นเหตุผลที่เขาเอาชนะไวด์บอร์นในการจำลองการรบสมัยเรียนนายร้อยได้นี่นา? เขาสามารถทำให้คู่แข่งซึ่งยึดติดกับการมุ่งโจมตีอย่างหนักหน่วงไปที่ด้านหน้าตกตะลึงได้

การรู้จักนิสัยและพฤติกรรมฝ่ายตรงข้าม ถือเป็นหลักกลยุทธ์ที่สำคัญอันดับหนึ่ง ส่วนอันดับสองคือการตระหนักว่าในสนามรบนั้น เสบียงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ทหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สุดแล้ว ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องเข้าปะทะกับกำลังหลักของศัตรูโดยตรงเลย เพราะเมื่อสายบำรุงทัพฝ่ายตรงข้ามถูกตัด ศัตรูก็ไม่อาจโจมตีต่อได้ และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอนกำลัง

บิดาของหยางเน้นย้ำความสำคัญของเงินที่มีต่อทุกแง่มุมของชีวิต ถ้าเรามองกองทัพเป็นคนๆหนึ่งแล้ว เงินก็คือสายบำรุง เมื่อหยางคิดในแง่นี้แล้ว คำสอนของบิดาก็กลายเป็นคำสอนที่มีคุณค่าขึ้นมาทีเดียว

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่หยางได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหาร เขาก็มักจะสร้างผลงานอย่างไม่คาดฝันอยู่เสมอทางใดทางหนึ่ง ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้เขาได้เลื่อนขั้นเป็นพันโท พันเอก และในวัย 29 ปีที่พลจัตวา ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นอย่างไวด์บอร์นมียศเป็นพลตรี แต่นั่นก็เนื่องจากไวด์บอร์นสมัยที่เป็นพันเอกนั้นยังคงยึดติดกับกลยุทธแบบเดิมๆ เขาถูกโจมตีอย่างไม่คาดคิดเข้าหน้าทัพ เขาจึงได้รับการปูนบำเหน็จสองชั้นยศภายหลังความตาย 

.....................

กลับมาที่ปัจจุบันนี้ หยาง เหวินลี่ กำลังอยู่ในเขตอัสทาร์ท
ทันใดนั้น เมื่อได้รับข้อความด่วนจากยานตรวจการณ์ ก็เกิดความโกลาหลขึ้นที่สะพานเดินเรือทันที


พลโทพาเอ็ตตา ผู้บังคับการกองเรือที่ 2 เสรีพันธมิตร

“ไม่พบกองเรือจักรวรรดิในพื้นที่เป้าหมาย! พวกนั้นกำลังเร่งความเร็วไปหากองเรือที่ 4 ครับ”
“อะไรนะ!” พาเอ็ตตาร้องออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตกใจ
 “บ้าน่า ... ไม่มีทาง”

หยางมาถึงคอนโซลของตนเองและเริ่มเก็บกระดาษที่กระจัดกระจาย ... “กระดาษ” ใช่แล้ว แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าสี่พันปีแล้วที่จีนโบราณได้คิดค้นกระดาษขึ้นมา แต่มนุษย์ก็ยังไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรที่คล่องตัวได้มากกว่าการเขียนบนกระดาษ กระดาษบนคอนโซลนั้นคือเอกสารแผนการรบที่ถูกปฏิเสธมาก่อนหน้า หยางเปิดดูเอกสารที่ในนั้นมีลายมือตวัดๆของตัวเองเขียนอยู่อย่างผ่านๆ ถ้อยคำในเอกสารนั้นผุดขึ้นมาในหัวหยาง

ถ้าศัตรูใจถึงพอ พวกเขาอาจไม่มองการปิดล้อมนี่เป็นภัยคุกคาม แต่เป็นโอกาสทองที่จะจัดการเราไปทีละกอง ถ้าเป็นเช่นนั้น ศัตรูคงจะเปิดฉากโจมตีกองเรือที่ 4 ที่อยู่ตรงหน้าเป็นอันดับแรก เนื่องจากกองเรือที่ 4 มีกำลังน้อยที่สุดจึงเป็นการง่ายที่จะเอาชนะ ยิ่งกว่านั้น หลังเอาชนะกองเรือที่ 4 ได้แล้ว ศัตรูก็จะสามารถเคลื่อนทัพไปโจมตีกองเรือที่ 2 หรือกองเรือที่ 6 เป็นลำดับถัดไป วิธีเดียวที่จะป้องกันสถานการณ์นี้มีดังต่อไปนี้: อันดับแรก เมื่อได้โอกาส กองเรือที่ 4 ควรโต้กลับพอเป็นพิธี แล้วก็ทำทีถอนกำลังออกมา เมื่อศัตรูไล่ตามมาก็ให้กองเรือที่ 2 และ 6 โอบเข้าจู่โจมศัตรูจากด้านหลัง เมื่อทัพศัตรูกลับหลังเพื่อโต้กลับ ก็ให้กองเรือที่ 2 และ 6 โต้ตอบเป็นพิธีแล้วถอนกำลังออกมาและในตอนนี้เอง กองเรือที่ 4 ก็จะเข้าโจมตีจากหลังทัพศัตรู ทำแบบนี้สลับไปเรื่อยๆจนศัตรูอ่อนกำลัง แล้วจึงเข้าโอบล้อมและทำลาย ยุทธวิธีนี้มีโอกาสสำเร็จสูงมาก แต่จำเป็นต้องเตรียมระบบเดต้าลิงค์ การสื่อสาร และความยื่นหยุ่นของทัพเราให้พร้อมสำหรับการรุกและถอย

หยางปิดเอกสารและมองขึ้นไปที่จอภาพมุมกว้างบนเพดาน ดาวนับพันล้านดวงกำลังจับจ้องกลับมาที่เขา


นายพลหนุ่มคิดจะผิวปากแต่แล้วก็เริ่มทำงานที่คอนโซลของตนอย่างขะมักเขม้น



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น