วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561

บทนำ - ประวัติศาสตร์ของกาแล็กซีโดยสรุป



     ผู้เขียน:    Yoshiki Tanaka
     ผู้แปล:      Walker Emp
     เริ่มแปล:   ตุลาคม 2018

   บทนำ

  ประวัติศาสตร์ของกาแล็กซีโดยสรุป               


การสถาปนาสมาพันธ์กาแล็กซี

คริสต์ศักราช 2801 มนุษยชาติได้สถาปนาสมาพันธ์กาแล็กซี (Galactic Federation) และย้ายศูนย์กลางทางการเมืองจากดาวเทร์ร่า (ดาวเคราะห์ดวงที่สามในระบบสุริยะ) ไปยังดาวเธโอเรีย (ดาวเคราะห์ดวงที่สองในระบบดาวอัลดิบาแรน)  ในปีเดียวกันนั้นก็ได้มีการใช้ปีอวกาศที่ 1 เป็นศักราชใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของการย่างก้าวและขยายอาณาเขตไปยังส่วนลึกของกาแล็กซี หลังจากที่ในศตวรรษที่ 27 ก่อนหน้าเป็นยุคแห่งสงครามและความปั่นป่วนที่ทำให้พัฒนาการทางอวกาศต้องหยุดชะงัก ท้ายที่สุด มนุษยชาติก็กลับมามีพลังอันเต็มเปี่ยมที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง

ทฤษฎีการข้ามอวกาศ, การควบคุมแรงดึงดูด, ตลอดจนเทคโนโลยีควบคุมความเฉื่อย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสามแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้การเดินทางข้ามดวงดาวสามารถเป็นไปได้ พวกเขาขัดเกลาและต่อยอดสิ่งเหล่านี้วันแล้ววันเล่า ดั่งครั้งที่มนุษย์ชาติกำลังมุ่งหน้าสู่ดินแดนใหม่และล่องเรือไปบนมหาสมุทรจรัสแสงดาว

  ไกลอีก ไกลออกไปอีก!”
  นั่นเป็นคำคุ้นชินสำหรับผู้คนในวันวาน การที่องค์ปัญญาของเผ่าพันธุ์มนุษย์เข้าสู่ยุคสมัยแห่งความเบ่งบานแล้วนั้น เป็นเรื่องที่เห็นได้อย่างชัดแจ้ง

ด้วยเจตจำนงต์อันแรงกล้าพร้อมทั้งความทะเยอทะยานอันหนักแน่น มนุษยชาติได้ฝ่าฟันทุกอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นความลำบากใหญ่หลวงสักเพียงใด ก็มิอาจทำให้มนุษยชาติเข้าสู่บ่วงทุทรรศนิยม (Pessimism) ได้ กลับกัน ความลำบากต่างๆนั้นกลับถูกพิชิตลงได้ด้วยแรงเชียร์อันเปี่ยมล้น มนุษยชาติในยุคสมัยดังกล่าวอาจจะเรียกได้ว่าเป็นดั่งกองทหารที่ฮึกเหิม



“ยุคทองแห่งชีวิตชีวาและความรุดหน้า!”
  แม้จะมีคำกล่าวเช่นนั้นแต่ก็หาได้หมายความว่า พวกเขาจะผ่านยุคสมัยดังกล่าวมาได้อย่างไร้รอยแผล หนึ่งในรอยแผลเหล่านี้คือการมีอยู่ของสลัดอวกาศ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 27 เรียกได้ว่าเป็นลูกไม้ไกลต้นของกลุ่มสลัดรับจ้าง (Privateer) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกว่าจ้างโดยดาวเทร์์ร่ากับซิริอุสให้ร่วมรบในสงครามดาวโลก-ซิริอุส (Earth–Sirius War) และในบรรดาสลัดอวกาศพวกนี้ ก็มีประเภทที่ชอบสวมบทฮีโร่เชิดชูเสรีภาพเช่นกัน การประจันหน้านับครั้งไม่ถ้วนระหว่างพวกเขากับกองทัพสมาพันธ์ ได้กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างโปรแกรมระบบภาพสามมิติ (Stereoscopy)

แต่ทว่า ความเป็นจริงที่เป็นเรื่องสามัญก็คือ โจรสลัดเหล่านี้ส่วนใหญ่หาได้มีสถานะมากไปกว่าองค์การอาชญากรรมที่รวมหัวสมคบกับพวกนักการเมืองและนักธุรกิจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ สถานการณ์ของผู้อยู่อาศัยที่ดาวชายขอบนั้นเลวร้ายอย่างยิ่ง พวกโจรสลัดมักอยู่ตามเส้นทางที่เชื่อมต่อกับระบบดาวห่างไกล เรือขนส่งที่ให้บริการจึงมีจำนวนลดลง สร้างความล่าช้าในการขนส่งสินค้า สินค้าใดที่ไปถึงปลายทางได้ก็จะถูกตั้งราคามหาโหดเนื่องจากต้นทุนการคุ้มกันที่ถูกบวกเพิ่มขึ้นจากต้นทุนดั้งเดิม ปัญหานี้ใหญ่หลวงเกินกว่าจะละเลยได้ เพราะตราบใดที่ความไม่พอใจและความไม่มั่นคงดำรงอยู่ ความเชื่อมั่นต่อการปกครองของสมาพันธ์ย่อมถูกบั่นทอน ซึ่งนั่นหมายถึงแรงจูงใจในการขยายอาณาเขตที่ลดลงด้วย

ปีอวกาศที่ 106 รัฐบาลสมาพันธ์ตัดสินใจที่จะกำจัดโจรสลัดนี้อย่างจริงจัง และด้วยความมานะพากเพียรของนายพลเอ็ม. ชัฟฟริน (M. Chuffrin) และนายพลซี. วูด (C. Wood) แผนการนี้จึงสำเร็จลงได้ในสองปีถัดมาซึ่งถือเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย นายพลวูดซึ่งมีกิตติศัพท์ด้านโวหารที่คมคายได้บันทึกไว้ว่า:

ด้านหน้าผมคือศัตรูมากผีมือ ด้านหลังคือสหายไร้ฝีมือ
ผมต้องสู้กับสองฝ่ายนี้ในเวลาเดียวกัน
ขนาดผมยังไม่มั่นใจเลยว่าจะเชื่อมือตัวเองได้รึเปล่า!
หลังจากนายพลวูดเข้าสู้เส้นทางการเมือง เขาถูกเรียกว่า “ตาแก่หัวรั้นเอาแต่ใจ” ที่ทำงานต่อสู้กับพวกนักการเมืองและนักธุรกิจฉ้อฉลอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยและลดละ 

แม้โรคร้ายทางสังคมนี้จะยังคงระบาดต่อไปเรื่อยๆ  แต่ถ้าเรามองมวลมนุษย์เป็นคนๆหนึ่งแล้ว คนฉ้อฉลพวกนั้นก็เป็นเพียงความระคายเคืองเล็กน้อยบนผิวหนังเท่านั้น ไม่มีทางที่จะป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ ดั่งที่เราไม่มีทางกำจัดริ้วรอยทุกจุดบนผิวหนังของคนเรา แต่ตราบใดที่เราทำการรักษามันอย่างถูกวิธีและเหมาะสม ก็ไม่มีทางเลยที่มันจะทำให้คนไข้ถึงแก่ความตายได้ มนุษย์ชาติยังคงมีสุขภาพดีไปอีกอย่างน้อยสองศตวรรษโดยที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นเตียงผ่าตัด

หนึ่งสิ่งที่ถูกละทิ้งไว้เบื้องหลังความรุ่งโรจน์และพัฒนาการเหล่านี้คือดาวโลก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทางอำนาจสูงสุดของมวลมนุษย์ ทรัพยากรของดาวดวงนี้ถูกบีบคั้นออกมาใช้จนหยดสุดท้าย นำไปสู่การสูญสิ้นอำนาจนำทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ประชากรของดาวลดฮวบ เหลือเพียงอารยธรรมที่นับวันจะเลือนหาย และด้วยความที่ไร้พิษสงนี้เอง ทำให้อธิปไตยของดาวโลกแทบจะไม่เป็นที่ยอมรับนับถือ กลายเป็นเพียงรัฐสิ้นสภาพที่แทบจะถูกทอดทิ้งสู่ความว่างเปล่า

ความมั่งคั่งทั้งหลายที่ดาวโลกสั่งสมมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นผู้ปกครองกาแล็กซี ซึ่งรวมไปถึงซิริอุสและดาวนิคมอื่นๆ  ทั้งหมดได้เลือนหายจากอ้อมอกของดาวโลกไปตามกาลเวลา


..................



  .....อนิจจา ท้ายสุดเซลล์มะเร็งร้ายก็เริ่มแพร่กระจาย เงามืดของภาวะที่ในสมัยกลางเรียกว่าความชะงักงันนั้น ได้เข้าครอบงำชะตากรรมสังคมมนุษย์

โสตประสาทและจิตใจของเหล่าผู้คนมิได้เต็มไปด้วยความหวังหรือความทะเยอทะยานอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและอ่อนแรง บรรดาความกระตือรือร้น, วิสัยทัศน์ และความคิดสร้างสรรค์ แปรเปลี่ยนเป็นความเฉื่อยชา, ความหมดอาลัยตายอยาก และการเกิดขึ้นของลัทธิคุ้มครอง (Protectionism) ส่วนทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี, นวัตกรรมและการค้นพบใหม่ๆ ล้วนหยุดชะงัก รัฐบาลจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยของสมาพันธ์ก็เดินออกนอกทำนองคลองธรรม และจมสู่วังวนแห่งการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองและสัมปทานเพื่อพวกพ้อง

แผนการขยายอาณาเขตพังครืนไม่เป็นท่า เงินอุดหนุนเพื่อการแสวงหาดาวที่อยู่อาศัยถูกตัดเหี้ยม โครงสร้างพื้นฐานต่างๆซึ่งสร้างเสร็จครึ่งๆกลางๆล้วนถูกปล่อยทิ้งร้าง วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของสังคมค่อยๆเสื่อมถอย ผู้คนต่างไม่ตระหนักถึงคุณค่าของตนเองและจมสู่บ่วงของยาเสพติด, การติดเหล้า, ความสำส่อน, ไสยศาสตร์ อัตราอาชญากรรมพุ่งทะยาน สวนทางกับอัตราการจับกุมที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ผู้คนเอาแต่คิดวิธีปลอบประโลมตน คำเย้อหยันต่อหลักศีลธรรมนับวันยิ่งดังขึ้น

และแน่นอน มีอีกหลายชีวิตที่สลดใจต่อปรากฎการณ์เหล่านี้ คนที่ไม่อาจทนนิ่งเฉยดูดายมองดูมนุษยชาติในมิจฉายุคเดินหน้าไปสู่ชะตากรรมเช่นเดียวกับไดโนเสาร์

พวกเขาเชื่อว่า ความเจ็บป่วยที่สั่งสมมานานของมนุษยชาตินั้น จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่เอาจริงเอาจัง ความคิดนี้ไม่ถือว่าผิด แต่ยามที่พวกเขาต้องเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม เสียงข้างมากกลับไม่เลือกการรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไปซึ่งต้องใช้ความอดทนและความเอาใจใส่ กลับกัน พวกเขากลับไปเลือกยาออกฤทธิ์เร็วซึ่งมีผลข้างเคียงหลายประการ
นั่นคือยาแรงที่เรียกว่า “ระบอบเผด็จการ”
เป็นฉากที่ถูกจัดเตรียมสำหรับการขึ้นสู่อำนาจของรูดอล์ฟ ฟอน โกลเดินบาม 

..................

รูดอล์ฟ ฟอน โกลเดินบาม (เยอรมัน: Rudolf von Goldenbaum) เกิดปีอวกาศที่ 268 ในครอบครัวทหาร และก็เป็นอย่างที่คาดเดากันได้ เขาเข้าสู่เส้นทางทหารเช่นกัน
สมัยเรียนที่โรงเรียนนายทหารของกองทัพอวกาศ เขาเป็นดั่งภาพต้นแบบของนักเรียนระดับท็อป ด้วยร่างกายสูงใหญ่ถึง 196 เซนติเมตรและหนัก 99 กิโลกรัม ใครก็ตามที่เห็นเขาต่างรู้สึกว่าพวกเขากำลังมองดูหอคอยเหล็กอยู่

การไต่เต้าของโกลเดินบามปราศจากการละโมภโกงกิน และไม่เผยจุดอ่อนใดๆแม้แต่เพียงเล็กน้อย เขาได้รับการติดยศร้อยตรีขณะมีอายุยี่สิบปี และถูกส่งตัวไปสังกัดหน่วยลาดตระเวนคุ้มกันเส้นทางขนส่งสายรีเกิลในตำแหน่งนายทหารฝ่ายกฎหมาย ที่นั่น เขาเอาตัวเองเป็นกฎระเบียบของทหาร และขจัด “สี่ปีศาจร้าย” อันประกอบด้วย เหล้า, การพนัน, ยาเสพติด และการรักร่วมเพศ ต่อให้ปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับนายทหารระดับสูงกว่าก็ตาม เขาก็ไม่หวั่นเกรง เขาไล่ต้อนพวกนั้นด้วยกฎเกณฑ์อันเข้มงวดและเหตุผลที่ยากจะโต้แย้ง นายทหารระดับสูงซึ่งถูกทำให้อับอายเหล่านั้นได้ตอบโต้รูดอล์ฟโดยการเลื่อนขั้นเขาเป็นร้อยโท และส่งตััวไปประจำที่ระบบดาวบีเทลจุส

สถานที่นี้เป็นเขตอันตรายที่มักถูกเรียกว่า “ถนนใหญ่ของสลัดอวกาศ” กระนั้น รูดอล์ฟ ฟอน โกลเดินบาม ก็ไปยังที่นั่นด้วยจิตใจอันแกร่งกล้า ในเวลานั้นเอง พวกโจรสลัดก็ถูกกวาดล้างด้วยการจู่โจมอันหนักหน่วงและหลักแหลม ความเฉลียวฉลาดของเขาทำให้เขาถูกเรียกโดยเหล่าประจักษ์พยานว่าเป็น “นายพลวูดคนที่สอง”

โกลเดินบามมีความเอาจริงเอาจังที่โหดร้ายอยู่เป็นนิจ โจรสลัดที่ต้องการยอมจำนนและเผชิญการพิจารณาคดีต่างมลายเป็นจุนพร้อมๆกับเรือของพวกเขา แม้จะเผชิญกับคำวิจารณ์บ้าง แต่เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญวีรกรรมของเขากลับดังกระหึ่มกว่ามากมายนัก
เหล่าประชาชนแห่งสมาพันธ์กาแล็กซีที่ต่างก็รู้สึกอัดอัดใจถึงยุคสมัยที่ไร้อนาคตนั้น ต่างตอบรับวีรบุรุษหนุ่มผู้กล้าหาญนี้อย่างอบอุ่นใจ การปรากฎตัวของรูดอล์ฟเป็นดั่งแสงสาดส่องสู่โลกที่เคยถูกปกคลุมไปด้วยหมอกทึบทะมึน

ปีอวกาศที่ 296 รูดอล์ฟ ฟอน โกลเดินบาม วัย 28 ปีในยศพลตรีนั้น ได้ลาออกจากกองทัพและเข้าสู่สนามการเมือง และชนะการเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภา เขาเป็นผู้นำพรรคการเมืองที่ชื่อว่าพันธมิตรปฏิรูปแห่งชาติ ความนิยมของเขาได้ดึงดูดนักการเมืองวัยหนุ่มมากมายมาเข้าร่วม

เมื่อการเลือกตั้งหลายครั้งผ่านไปตามกาลเวลา อำนาจของโกลเดินบามก็ยิ่งมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด และแม้จะเผชิญภาวะซับซ้อนที่มีทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายเหยียบเรือสองแคม  ฝ่ายค้าน และฝ่ายที่เมินเฉย แต่เขาก็ประสบความสำเร็จในการสร้างฐานทางการเมืองที่มั่นคง


รูดอล์ฟ ฟอน โกลเดินบาม ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสมาพันธ์

เขาได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการลงคะแนนเสียงทางตรงจากประชาชน (popular vote) การขจัดความกำกวมในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่งในเวลาเดียวกันนั้น ทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นประมุขแห่งรัฐโดยการลงมติของสภา แม้จะมีหลักปฏิบัติอยู่ว่า บุคคลไม่ควรมีตำแหน่งมากกว่าหนึ่งพร้อมกัน เพราะลำพังทั้งสองตำแหน่งนี้ล้วนมีอำนาจจำกัด แต่เมื่ออำนาจทั้งสองถูกรวมเข้าด้วยกันในตัวบุคคลคนเดียว ผลลัพธ์ทางเคมีที่น่าสะพรึงก็บังเกิด เนื่องจากจะไม่มีผู้ใดสามารถยืนขวางเส้นทางอำนาจทางการเมืองของรูดอล์ฟ ฟอน โกลเดินบาม อีกต่อไป ดั่งที่นักประวัติศาสตร์ ดี. ซินแคลร์ (D. Sinclair) ได้เขียนไว้ในกาลต่อมาว่า:

การขึ้นสู่อำนาจของโกลเดินบามได้สั่นสะเทือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่า
โดยพื้นฐานแล้ว ผู้คนไม่ชอบการคิดอะไรเองและการต้องรับผิดชอบ
กลับกันนั้น พวกเขาชอบการทำตามและการปราศจากความรับผิด
ในระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชนนั้น มวลชนที่เลือกผู้ปกครองไม่ดี
จะต้องถูกตำหนิหากได้รัฐบาลที่แย่ ซึ่งทำมิได้ในระบอบกษัตริย์ 
แทนที่พวกเขาจะไตร่ตรองถึงส่วนผิดของตน  ผู้คนกลับ
ชอบการด่าทอผู้นำอย่างสนุกปากว่าไร้ความรับผิดชอบยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก

  ไม่ว่าทฤษฎีของเขาจะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นที่ชัดเจนว่าผู้คนในยุคสมัยของโกลเดินบามนั้นเลือกอยู่ข้างรูดอล์ฟ

  “รัฐบาลเข้มแข็ง! ผู้นำแกร่งกล้า! คืนชีวาและความสงบเรียบร้อย!”
ช่วงหนึ่ง ผู้นำหนุ่มมากอำนาจก็ได้ประกาศคำขวัญประจำตัวที่ฟังดูดั่งเผด็จการที่ว่า “ผู้จัดระเบียบชีวิต” เขาไม่เปิดทางให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น และในปีอวกาศ 301 เมื่อเขาก็กลายเป็น “ไกเซอร์ผู้ศักดิ์สิทธิ์และละเมิดมิได้แห่งกาแล็กซี” แทบไม่มีใครที่รู้ตัวเลยว่าตัวเองได้สอบตกวิชาบทเรียนทางประวัติศาสตร์เสียแล้ว ส่วนพวกที่ยืนหยัดวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีใครกล่าวตำหนิความรู้สึกคับแค้นใจของพวกนั้น แต่อย่างไรก็ตาม คนที่โห่ร้องยินดีปรีดาก็มีจำนวนเหนือกว่าอย่างขาดลอย

ฮัสซัน อัล-ซัยยิด (อาหรับ: Hassan el-Sayyidหนึ่งในนักการเมืองฝ่ายสาธารณรัฐนิยมในช่วงเวลานั้น ได้เขียนไดอารีในวันราชาภิเษกว่า “ขนาดอยู่ในห้องนี้ ฉันยังได้ยินฝูงชนข้างนอกร้องตะโกนว่า ‘ไฮล์, รูดอล์ฟ’ เลย สงใสชะมัดว่าอีกนานแค่ไหนเขาถึงจะตาสว่างซักทีว่าพวกเขากำลังร้องเชียร์มัจจุราชของตนเอง”
การเผยแพร่เนื้อหาในไดอารีนี้ถูกหน่วยงานจักรวรรดิระงับไว้ในเวลาต่อมา และ

ในวันเดียวกันนี้เอง ก็เป็นวันที่ปีอวกาศถูกเลิกใช้ และจุดเริ่มต้นของปีจักรวรรดิที่ 1 สมาพันธ์กาแล็กซีถูกยุบ จักรวรรดิกาแล็กซีพร้อมทั้งราชวงศ์โกลเดินบามถือกำเนิด

ไม่จำเป็นต้องถกเถียงกันเลยว่า บุรุษผู้เปี่ยมพรสวรรค์คนนี้ ในตำแหน่งจักรพรรดิรูดอล์ฟที่ 1 แห่งกาแล็กซี ได้ทำให้ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชขึ้นมามีอำนาจเหนือมนุษย์ทุกผู้ชนเป็นครั้งแรก  และด้วยอำนาจทางการเมืองที่ไร้ข้อจำกัดและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เขาสร้างระเบียบวินัย พัฒนาประสิทธิภาพของรัฐบาล และลงอาญาเจ้าหน้าที่ทุจริตฉ้อฉล




ทุกอย่างล้วนถูกทำให้เป็นไปตามมาตรฐานที่รูดอล์ฟตั้งขึ้นเอง ความบันเทิงและวิถีชีวิตต่างๆที่ถูกมองว่า “ชั้นต่ำ, หยาบช้า, เสื่อม, อ่อนแอ” ได้ถูกทำให้หายไป อัตราอาชญากรรมและจำนวนวัยรุ่นอันธพาลตกฮวบจากการเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมที่โหดและรุนแรง จะดีจะร้าย สิ่งชั่วร้ายที่เคยสิงสู่สังคมมนุษย์ล้วนถูกปัดเป่าหายไป

กระนั้น “ยักษ์เหล็ก” (ที่บางคนชอบกล่าวเพื่อสื่อถึงรูดอล์ฟ) ก็ยังไม่สมใจปรารถนา สังคมในอุดมคติของเขานั้นต้องเป็นสังคมที่มีเอกภาพอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งถูกกำกับดูแลอย่างเป็นระเบียบลำดับขั้นโดยบรรดาผู้มีอำนาจเฉกเช่นในสมัยเก่าแก่

สำหรับรูดอล์ฟ ซึ่งมีความเชื่อมั่นในตนเองและศรัทธาในความยุติธรรมที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเองอย่างยิ่งยวดนั้น สิ่งที่จะมาบั่นทอนความเป็นเอกภาพและระเบียบของสังคม หาใช่คำวิจารณ์หรือฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นสิ่งปนเปื้อนแปลกปลอม ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ การเริ่มต้นกดขี่ผู้ที่ถูกมองเป็นฝ่ายตรงข้ามอย่างทารุณ
ปีจักรวรรดิที่ 9 พระราชบัญญัติกีดกันผู้บกพร่องทางพันธุกรรม ก็ได้โอกาสถูกตราขึ้น

ผู้แข็งแกร่งกัดกินผู้อ่อนแอ! ผู้คู่ควรที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด!
ความเหนือกว่าคือชัยชนะ ส่วนความด้อยคือการพ่ายแพ้
นี่เป็นสัจธรรมแห่งจักรวาล!
นั่นคือความเชื่อที่รูดอล์ฟได้แสดงต่อ “ไพร่ฟ้า” ของเขา

สังคมมนุษย์ก็ไม่มีข้อยกเว้น ยามที่สิ่งแปลกปลอมมีจำนวนมากเกินจุดวิกฤติ 
สังคมจะสูญเสียพละกำลังและจมสู่ความอ่อนแอ 
ความปรารถนายิ่งของข้าพเจ้าคือความรุ่งโรจน์นิรันดรของมนุษยชาติ 
ฉะนั้น ในฐานะที่เป็นผู้ปกครองแห่งมวลมนุษย์
การขจัดพวกที่เป็นตัวถ่วงมนุษยชาติ คือหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของข้าพเจ้า

นี่หมายถึงการบังคับทำหมันอย่างเจาะจงต่อผู้พิการทางร่างกาย คนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ตลอดจนคนที่ “ไร้ประโยชน์” หมายถึงการการุณยฆาตต่อผู้มีความบกพร่องทางจิต หมายถึงมาตรการทางสังคมที่คนอ่อนแอต้องถูกกำจัดโดยปราศจากการช่วยเหลือ

สำหรับรูดอล์ฟ ความอ่อนแอถือเป็นบาปที่มิอาจให้อภัย พวกอ่อนแอในสังคมซึ่ง “ใช้ความอ่อนแอเป็นโล่ และเรียกร้องการเอาใจใส่” นั้น ล้วนตกเป็นเป้าหมายของความเกลียดชังของรูดอล์ฟ 
เมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกเผยแพร่ออกไป แม้แต่ฝูงชนจำนวนมากที่เคยศรัทธาและหลงเดินตามรูดอล์ฟก็ต่างรู้สึกสมเพชตนเองอย่างไม่ต้องคาดเดา กลุ่มคนที่ยืดอกประกาศตนว่าเป็นชนปกครอง (Herrenvolk) ได้นั้นมีอยู่ไม่มากเลย ทุกคนต่างคิดว่า นี่ชักจะได้ใจเกินไปหน่อยแล้วไหม?

นักการเมืองในสภาไรชส์ทาค (Reichstag) นั้นหาใช่ใครอื่น แต่เป็นกลุ่มคนหน้าเดิมๆในสมัยสมาพันธ์ พวกเขาต่างออกมาตอบรับความต้องการของประชาชนโดยการกล่าวโจมตีองค์ไกเซอร์ ด้วยเหตุนี้ ไกเซอร์จึงตัดสินใจที่จะตอบโต้กลับอย่างเด็ดขาด
เขาสั่งยุบสภาไรชส์ทาคในทันทีและเป็นการถาวร

ในปีต่อมา กระทรวงมหาดไทยจักรวรรดิ (Reichsministerium des Innern) ได้จัดตั้งทบวงรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม (ย่อเยอรมัน: Ordnungsbüro ออร์ดนุงส์บือโร) ซึ่งมีอำนาจเด็ดขาดต่อข่ายความผิดทางการเมือง แอนสท์ ฟาลชตรอง (Ernst Falstrong) รัฐมนตรีมหาดไทยและคนสนิทของรูดอล์ฟได้ลงมาดูแลทบวงนี้ด้วยตนเอง มีการจับกุม, การกักขังหน่วงเหนี่ยว, การจำคุก, การลงอาญา ที่ไม่อิงตามหลักกฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับหลักการของตัวเขาเอง

นี่เป็นดั่งงานอัปมงคลสมรสระหว่างอำนาจรัฐกับความรุนแรง ทั้งสองให้กำเนิดทารกที่ชื่อว่า “หิงสารัฏฐาคติ” (State Terrorism การนิยมใช้ความรุนแรงโดยรัฐ) ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วจนเป็นยักษ์ที่โอบรัดสังคมมนุษย์ทั้งปวงไว้

  ในเวลานั้นเอง มีคำตลกร้ายที่ถูกพูดเล่นไปทั่วว่า: “ถ้าไม่อยากถูกประหาร ก็อย่าโดนตำรวจจับ แต่ไปให้ออร์ดนุงส์บือโรจับแทน เพราะพวกนั้นไม่เคยประหารใคร!”

เป็นความจริงที่ว่า คนที่ออร์ดนุงส์บือโรจับกุมฐานก่อความผิดทางการเมืองนั้น ไม่เคยมีใครเคยถูกประหารชีวิตอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม คนที่ถูกยิงตายโดยปราศการสอบสวน, คนที่ตายจากการถูกทรมาน, คนที่ “หายตัว” ไปโผล่ยังดาวทัณฑนิคมอันแร้นแค้น, คนที่ถูกทำให้พิกลพิการโดยวิธีโลโบโตมีหรือให้กินยาเกินขนาด, คนที่ประสบ “อุบัติเหตุ” หรือ “ป่วย” ตายในคุก ... ทั้งหมดมีจำนวนรวมถึงกว่าสี่พันล้านคน แต่กระนั้น ตัวเลขนี้คิดเป็นเพียงร้อยละ 1.3 ของประชากรทั้งหมดสามแสนล้านคนของจักรวรรดิกาแล็กซีเท่านั้น ออร์ดนุงส์บือโรสามารถอวดอ้างอย่างเท็จเทียมว่า “เราได้กำจัดกลุ่มคนเท่าหยิบมือซึ่งเป็นภัยต่อชะตากรรมของคนหมู่มากแล้ว”

แน่นอน “คนหมู่มาก” ที่ว่า หาได้รวมถึงสี่พันล้านชีวิตที่สั่นกลัวในชาตะกรรมของตน หรือทั้งคนที่กล้ำกลืนผืนทนไม่แสดงการต่อต้านท่ามกลางความเงียบงันอันกดขี่

รูดอล์ฟกวาดล้างใครก็ตามที่ต่อต้านเขา ขณะเดียวกัน เขาก็เลือกสรรและให้อภิสิทธิ์แก่ “ผู้อยู่เหนือกว่า” กลุ่มหนึ่ง โดยสร้างระบบขุนนางมาคอยค้ำจุนราชวงศ์ แต่นั่นจะเป็นเครื่องชี้ปมด้อยทางความรู้ของรูดอล์ฟเองรึเปล่า ที่ว่าคนเหล่านั้นทั้งหมดล้วนเป็นคนขาวซึ่งมีนามสกุลเยอรมันอันเก่าแก่?


ไกเซอร์รูดอล์ฟพร้อมฝ่ายทหารและฝ่ายขุนนาง

จากประวัติการรับราชการ ฟาลชตรองได้รับบรรดาศักดิ์กราฟ (Graf) แต่ในระหว่างที่กำลังเดินทางกลับบ้าน เขาประสบกับการโจมตีอันน่าสะพรึงโดยกลุ่มใต้ดินผู้นิยมระบอบสาธารณรัฐ ในแสงจ้าของระเบิดนิวตรอนนั้นคือจุดจบอันน่าสลดของเขา รูดอล์ฟซึ่งเศร้าโศกได้ปลอบประโลมดวงวิญญาณของข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ด้วยการประหารชีวิตผู้ต้องสงใสไปกว่าสองหมื่นราย

ในปีจักรวรรดิที่ 42 เส้นทางชีวิตของรูดอล์ฟในวัย 83 ปีก็มาถึงจุดจบ แม้หลายคนจะกล่าวว่าเกียรติประวัติของเขาใหญ่โตขึ้นทุกวัน แต่ความคับข้องทางจิตใจ (Psychological Distress) ได้สร้างภาระที่หนักหนาต่อหัวใจของเขา

องค์ไกเซอร์ไม่ได้สวรรคตด้วยความพอพระทัยที่เต็มเปี่ยม บรรดาบุตรทั้งสี่องค์ที่ประสูติแด่พระนางเอลีซาเบ็ทนั้น ล้วนแต่เป็นพระธิดา และตัวเขาก็จากไปโดยไร้รัชทายาทบุรุษเพศ ในช่วงปัจฉิมวัยของเขานั้น มักดาเลนา (Magdalena) ผู้เป็นหม่อมได้ให้กำเนิดพระโอรส แต่เป็นที่กล่าวขวัญกันว่าพระราชกุมารนั้นเกิดมาปัญญาอ่อน

แม้เอกสารราชการจักรวรรดิจะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องราวนี้ แต่ชาวเราก็สามารถคาดเดาได้ว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดนั้นคงจะเป็นจริงอย่างแน่นอน เนื่องจากทั้งมักดาเลนา   ทั้งครอบครัวและญาติพี่น้องของหล่อน แม้แต่บรรดาแพทย์และพยาบาลที่ทำคลอด ล้วนแต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา
นี่คงจะเป็นดั่งสายฟ้าฟาดสำหรับรูดอล์ฟ ซึ่งเป็นคนที่ตราพระราชบัญญัติกีดกันผู้บกพร่องทางพันธุกรรมขึ้นมาและเสาะแสวงหาการพัฒนาทางเผ่าพันธุ์ที่เป็นเลิศกว่าของมนุษยชาติ

สำหรับรูดอล์ฟแล้ว สุพันธุศาสตร์ (Eugenics) คือตัวกำหนดทุกสิ่ง และเพื่อป้องกันคติความเชื่อของเขามิให้พังทลาย มักดาเลนาจึงต้องตาย เพียงแค่เพราะมันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จักรพรรดิรูดอล์ฟจะมีกรรมพันธุ์ที่ทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน ความผิดทั้งหมดจึงต้องตกอยู่กับตัวมักดาเลนา

ภายหลังสิ้นใจ ราชบัลลังก์แห่งจักรวรรดิกาแล็กซีก็ตกเป็นของซีกิสมุนด์ (Sigismund) ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของคัททารินา พระธิดาองค์ใหญ่ของรูดอล์ฟ จักรพรรดิหนุ่มผู้นี้ได้ขึ้นปกครองกาแล็กซีในวัยเพียง 25 ปี ภายใต้การช่วยชี้แนะของ  โยอาคิม, ลอร์ด ฟอน นอย-ชเตาเฟิน (Joachim, Herr von Neue-Staufen)   ผู้เป็นบิดา 

..................


ด้วยการตายของรูดอล์ฟที่ 1 การลุกฮือของพวกสาธารณรัฐนิยมก็ปะทุขึ้นทุกหัวระแหง เชื่อกันว่าหากปราศจากอำนาจของรูดอล์ฟและบุคลิกที่เด็ดขาดแล้ว จักรวรรดิคงจะต้องพินาศในเร็ววันแน่ อย่างไรก็ตาม ความคิดเช่นนั้นถือเป็นการคิดบวกจนเกินไป บรรดาขุนนาง, ผู้นำทางทหาร และข้าราชการที่รูดอล์ฟเลี้ยงดูอุ้มชูไว้เคียงข้างตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมานั้น มีความหลอมรวมเข้มแข็งกว่าที่พวกสาธารณรัฐนิยมคาดการณ์ไว้มากนัก

ผู้นำกองทัพไตรภาคีนี้ คือโยอาคิม, ลอร์ด ฟอน นอย-ชเตาเฟิน ผู้เป็นทั้งบิดาของไกเซอร์และเป็นนายกรัฐมนตรี การมีภาวะผู้นำที่เยือกเย็นคงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้รูดอล์ฟเลือกบุรุษผู้เป็นเจ้าบ่าวแก่บุตรสาวเขา โยอาคิมกวาดล้างกองกำลังกบฎที่อ่อนแอประดุจการเหยียบเปลือกไข่

กว่าห้าร้อยล้านคนที่เข้าร่วมเข้าร่วมในการลุกฮือล้วนถูกสังหาร ครอบครัวของพวกเขากว่าหมื่นล้านคนถูกถอดถอนความเป็นพลเมืองและตกเป็นทาส “จะไม่มีการอ่อนข้อใดๆ ในการปราบกรามกองกำลังฝ่ายตรงข้าม” นั่นเป็นสิ่งที่โยอาคิมแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของจักรวรรดิ และพวกเขาก็ทำตามเอกสารนั้น

เป็นอีกครั้งที่กองกำลังฝ่ายสาธารณรัฐนิยม ต้องประสบทนกับฤดูหนาวเหน็บอันยาวนาน
ในการเผชิญหน้ากับเผด็จการแข็งแกร่งเช่นนี้ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าฤดูหนาวอันหฤโหดนี้อาจจะยืดยาวนานไปตลอดกาล เมื่อโยอาคิมเสียชีวิต ซีกิสมุนด์ก็เข้าปกครองโดยตรง และเมื่อซีกิสมุนด์เสียชีวิต ผู้รับช่วงต่อก็คือริชชาร์ด โอรสองค์โตของเขา ซึ่งก็ถูกรับช่วงต่อโดยออทฟรีด ผู้เป็นโอรสองค์โตเช่นกัน ตำแหน่งสูงสุดทางอำนาจนี้ถูกสืบทอดโดยลูกหลานของรูดอล์ฟเท่านั้น และดูเหมือนประดุจว่าการสืบตระกูลจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถยืนยันถึงอำนาจที่ถูกส่งผ่าน

  อย่างไรก็ตาม ภายใต้แผ่นนำ้แข็งหนา กระแสน้ำอันเงียบสงัดกำลังเคลื่อนที่อยู่
ในปีจักรวรรดิที่ 164 ฝ่ายสาธารณรัฐนิยมในระบบดาวอัลไตรซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกกบฎและได้ถูกลดชั้นเป็นทาสและถูกส่งไปใช้แรงงานหนักนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้โดยใช้เรือเดินอวกาศที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง

  แผนของพวกเขาหาใช่แผนที่ถูกคิดมาอย่างรอบคอบจากรุ่นสู่รุ่น จำนวนครั้งที่มีการเสนอแผนการขึ้นมานั้น มีจำนวนเท่าๆกับครั้งที่ล้มเหลว ป้ายหลุมศพของพวกสาธารณรัฐนิยมนับวันยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น เสียงที่สอดแทรกเข้ามาในบทเพลงไว้อาลัย คือเสียงหัวเราะร้ายของออร์ดนุงส์บือโรที่ดังขึ้นเรื่อยๆท่ามกลางสุสานเหล่านั้น เป็นวัฎจักรที่วนเวียนอยู่ไม่รู้จบ แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็พบเจอความสำเร็จ ซึ่งใช้เวลาเพียงสามเดือนมาตรฐานหลังจากที่แผนการหลบหนีได้ถูกร่างขึ้น

ใครจะเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของปฏิบัติการนี้คือการเล่นสนุกของเด็กชาย ทาสเด็กสองคนที่ขุดแร่พลวงและโมลิบดีนัมอยู่ในเหมืองของดาวเยือกแข็งอัลไตร 7 ได้หลบสายตาของผู้คุมเพื่อไปเล่นแกะสลักเรือจากก้อนน้ำแข็ง ก่อนที่จะลอยมันออกไปบนพื้นนำ้ ทั้งหมดถูกจับจ้องโดยบุรุษหนุ่มนามว่าอาร์เลอ ไฮเนสเซิน (Arle Heinessen) อย่างเงียบๆ ภาพตรงหน้าได้จุดประกายความนึกคิดขึ้นในจิตใจอันว่างเปล่า  ดาวนี้ไม่มีใครอื่นนี่? แถมยังมีคลังอะไหล่เรืออีกเป็นกอง?

บนดาวเคราะห์ลำดับที่ 7 นั้น ไม่ได้มีน้ำในปริมาณที่มากมายเลย ส่วนใหญ่จึงเต็มไปด้วยน้ำแข็งแห้งที่มีอยู่ตามธรรมชาติมากกว่าน้ำแข็งที่ละลายได้  ไฮเนสเซินได้เลือกน้ำแข็งแห้งก้อนขนาดมหึมาซึ่งทั้งหมดถูกฝังอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่ง มันมีความยาว 122 กิโลเมตร กว้าง 40 กิโลเมตร และสูง 13 กิโลเมตร หลังจากทำตรงกลางให้เป็นโพรงแล้ว เขาก็แบ่งเป็นพื้นที่ส่วนขับเคลื่อนและพื้นที่ส่วนอยู่อาศัย  และในที่สุด มันก็ดูมีรูปร่างเหมือนจะบินได้ ส่วนที่ยากที่สุดของแผนนี้คือวิธีที่จะได้มาซึ่งอุปกรณ์ที่สามารถใช้สร้างเรือเดินอวกาศได้จริงๆ การได้มาแบบผิดกฎหมายอาจไม่ใช่วิธีที่ดีนัก เพราะถ้าออร์ดนุงส์บือโรทราบเรื่องเข้า พวกเขาก็จะจับกุมและหัวเราะเยาะทุกคนที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ดาวนี้ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ระแคะระคายหูออร์ดนุงส์บือโร ด้วยอุณหภูมิศูนย์องศาสัมบูรณ์ในอวกาศ ก็หมดห่วงว่าน้ำแข็งแห้งจะมลายกลายเป็นก๊าซ เพียงแค่หาวิธีจัดการความร้อนที่จะเกิดจากส่วนขับเคลื่อนและส่วนอยู่อาศัย เพียงเท่านี้ การเดินทางระยะยาวก็สามารถเป็นไปได้ ซึ่งในระหว่างนั้น พวกเขาก็สามารถที่จะสำรวจดาวเคราะห์น้อยและดาวที่ปราศผู้อยู่อาศัยเพื่อหาวัตถุดิบที่จำเป็นในการสร้างเรือข้ามดวงดาว ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นลำเดียวกับที่พวกเขาใช้เดินทางมา


เรืออีออน ฟาเซคัธ ที่สร้างจากน้ำแข็งแห้ง

ที่สุด เรือเดินอวกาศสีขาววาววับจากน้ำแข็งแห้งก็ถูกตั้งชื่อว่า อีออน ฟาเซคัธ (Ion Fazekath) ตามชื่อของเด็กชายสองคนที่สร้างเรือจากน้ำแข็งในวันนั้น บุรุษและสตรีกว่าสี่แสนชีวิตได้ขึ้นโดยสารเรือนั้นและหนีออกจากระบบดาวอัลไตร นี่ถือเป็นก้าวแรกของการเดินทางที่นักประวัติศาสตร์ได้ตั้งชื่อในภายหลังว่า การยาตราหมื่นปีแสง

หลังพวกเขาสลัดตัวเองพ้นจากการไล่กวดอันแข็งขันของทัพจักรวรรดิ พวกเขาก็หลบซ่อนอยู่ภายใต้พื้นผิวของดาวไร้นามดวงหนึ่งและเริ่มก่อสร้างยานอพยพข้ามดวงดาวจำนวน 80 ลำ ก่อนที่จะเริ่มเดินทางสู่ส่วนลึกของกาแล็กซี ระหว่างเส้นทาง เหล่าผู้หลบหนีต่างต้องเผชิญความอันตรายอันยิ่งยวดของดาวยักษ์แดง, ดาวแคระขาว และอื่นๆ  ในที่แห่งนี่เอง  ที่เจตจำนงของผู้สร้างได้ถูกบั่นทอนลงซ้ำแล้วซ้ำอีก

ท่ามกลางการเดินทางอันหฤโหดนั้นเอง พวกเขาก็สูญเสียผู้นำไฮเนสเซินไปในอุบัติเหตุ เหงียน กิม เหือ (เวียดนาม: Nguyên Kim Húa) เพื่อนรักของไฮเนสเซินได้ขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ เมื่อถึงยามที่ชายผู้นี้แก่ตัวลงและมีสายตาที่ฝ้าฟาง พวกเขาก็สามารถข้ามพื้นที่อันตรายด่านสุดท้ายไปได้และพบกับอนาคตที่รออยู่ในกระจุกดาวเสถียรที่อยู่ในแถบลำดับหลัก (Main sequence) นับเป็นระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่ที่พวกเขาออกมาจากระบบดาวอัลไตร



ดวงดาวที่เป็นโลกใหม่ของพวกเขา ได้ถูกตั้งชื่อตามทวยเทพของฟินิเชียโบราณ อันได้แก่ บาอลัต, อัสทาร์ท, มีลคาร์ต, ฮัดดัด และอื่นๆ พวกเขาได้ตั้งรกรากในดาวเคราะห์ดวงที่สี่ในระบบดาวบาอลัต และตั้งชื่อมันตามนามของผู้นำผู้ล่วงลับไฮเนสเซิน เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีตลอดไป

แม้การยาตราหมื่นปีแสงเกิดจะเดินมาถึงบทสรุปในปีจักรวรรดิที่ 218 แต่เหล่าผู้คนซึ่งหลบหนีจากภัยเผด็จการอันกดขี่เหล่านี้ ก็ได้ตกลงปลงใจที่จะเลิกใช้ระบบปีจักรวรรดิ และฟื้นฟูระบบปีอวกาศขึ้นมาใช้ใหม่ พวกเขามีความภาคภูมิใจที่จะกล่าวว่า พวกเขาต่างหากที่เป็นผู้สืบทอดอันชอบธรรมของสมาพันธ์กาแล็กซี ส่วนรูดอล์ฟและสมุนมิอาจเป็นอื่นใดไปได้นอกจากทรราชเลวทรามต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย


การสถาปนาเสรีพันธมิตรแห่งดาวเคระห์

ในห้วงนี้เอง ก็ได้มีการประกาศสถาปนาเสรีพันธมิตรแห่งดาวเคราะห์ขึ้นอย่างกึกก้องในปีอวกาศ 527 กลุ่มพลเมืองรุ่นแรกสุดนี้มีจำนวนเพียงราว 160,000 คน สหายผู้ร่วมเดินทางกว่าครึ่งต่างได้ล้มหายตายจากไปในช่วงการยาตรา 


..................


แม้ตัวเลขนี้จะยังน้อยเกินไปที่จะถือได้ว่ามนุษย์ชาติได้แบ่งแยกออกเป็นสองแล้ว แต่ด้วยความมุมานะและความทะเยอทะยานอันแรงกล้าของเหล่าผู้ก่อตั้งประเทศ พละกำลังของพวกเขาทำให้การระดมทรัพยากรดำเนินไปอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดและจำนวนประชากรเพิ่มสูงขึ้น  การสร้างชาติดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย กำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง
ประดุจดั่งยุคทองของสมาพันธ์กาแล็กซีได้หวนกลับคืนมา

จากนั้น ในปีอวกาศ 640 กองทัพจักรวรรดิกาแล็กซีและเสรีพันธมิตรก็ได้พบเจอกันเป็นครั้งแรกด้วยฉากการห้ำหั่นกันของกองเรือรบสองฝ่าย


ยุทธการดากอน ปีอวกาศที่ 640

จากจุดยืนของเสรีพันธมิตรนั้น โอกาสเผชิญหน้ากันเช่นนี้เป็นสิ่งเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อและพวกเขาก็เตรียมตัวรับมือมาเป็นเวลานาน แต่สำหรับจักรวรรดิแล้วนี่ถือเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลย แน่นอนว่าชัยชนะตกเป็นของฝ่ายเสรีพันธมิตร  อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เรือรบจักรวรรดิจะถูกครอบงำด้วยลูกไฟประลัยจากปืนลำแสงนิวตรอน เสี้ยวนาทีนั้น ข้อความฉุกเฉินได้ส่งกลับไปยังดาวหลวงจักรวรรดิ

ชนชั้นนำของจักรวรรดิได้ทำการค้นคว้าเอกสารเก่าๆจากคลังข้อมูลคอมพิวเตอร์และได้รับรู้ความจริงที่ว่า กว่าศตวรรษที่แล้ว ได้มีเหตุการณ์ที่พวกทาสหลบหนีออกจากระบบดาวอัลไตรและพวกหาได้ตายอยู่กลางอวกาศ กลับกัน พวกเขายังมีชีวิตอยู่แถมยังยิ่งเติบใหญ่! การระดมพลเพื่อปราบปรามภัยกบฎนี้จึงเริ่มขึ้น เรือรบจำนวนมากถูกส่งไปยังฐานที่มั่นของพวกกบฎ
และที่นั่นเอง เรือรบของพวกเขาก็ประสบกับความปราชัยอย่างยับเยิน

มีหลายคำอธิบายว่าทำไมกองเรือจักรวรรดิถึงประสบความพ่ายแพ้อย่างขาดลอยทั้งที่มีจำนวนเหนือกว่า อย่างแรก ปฏิบัติการที่มีระยะทางไกลทำให้สภาพจิตใจและร่างกายของเจ้าหน้าที่และทหารจักรวรรดิถูกบั่นทอน อีกอย่างคือ มีการส่งกำลังบำรุงที่น้อยเกินไป นอกจากนี้ กองทัพจักรวรรดิยังมีความไม่คุ้นชินต่อพื้นที่เขตสู้รบ มีการประเมินศักยภาพของฝ่ายศัตรูไว้ต่ำ กลยุทธ์ล้วนขาดความรอบคอบ ผู้บังคับการฝ่ายตรงข้ามมีฝีมือ และอีกหลายๆประการ

เผ่า หลิน (Pao Lin) ผู้บัญชาการกองทัพเสรีพันธมิตร เป็นเสือผู้หญิง ขี้เมา และจอมตะกละ ในระดับที่บรรดารัฐบุรุษของเสรีพันธมิตรซึ่งเน้นย้ำในวิถีชีวิตเรียบง่ายและมีศีลธรรมอย่างยุคก่อนต่างก็เอือมระอาในพฤติกรรมเขา แต่พอมาเป็นเรื่องยุทธวิธีและกลยุทธ์แล้ว เขากลับมีความเก่งกาจชนิดหาตัวจับยาก ยูซุฟ ทอปพาโรล (Yusuf Topparole) ผู้เป็นเสนาธิการของเขาและผู้ให้คำปรึกษาในปฏิบัติการนี้ มีฉายาว่า “ยูซุฟปากแฉะ” จากการที่มักจะร้องโอดครวญอยู่เสมอไม่ว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กว่า “ทำไมจะต้องโยนงานหนักๆมาให้ชั้นอยู่เรื่อย?”

ทอปพาโรลยังถือเป็นกุนซือที่มีความแม่นยำและละเอียดจนบางครั้งก็ถูกเรียกว่า “คอมพิวเตอร์ที่มีชีวิต” ชายทั้งคู่ล้วนอยู่ในวัยสามสิบเศษๆระหว่างยุทธการที่ชายขอบของระบบดาวดากอน ซึ่งเป็นที่ๆพวกเขาได้สร้างปฏิบัติการปิดล้อมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ สามารถบดขยี้ศัตรูและกลายเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหย่ที่สุดของเสรีพันธมิตรนับแต่การสร้างชาติ

  สำหรับเสรีพันธมิตรแล้ว นี่เป็นโอกาสดีในการสร้างเสริมทรัพยากร เมื่อกลุ่มคนผู้ไม่พอใจในจักรวรรดิทราบถึงการมีอยู่ของขั้วอำนาจอิสระที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียว ก็เกิดการหลบหนีออกจากจักรวรรดิหลายระลอกคลื่น บรรดาผู้เสาะแสวงหาบ้านที่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างสงบสุข ล้วนต่างหลั่งไหลสู่เสรีพันธมิตร 

สามศตวรรษหลังการตายของไกเซอร์รูดอล์ฟ แม้ระบอบจักรวรรดิจะยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงแต่ก็มีความผ่อนปรณมากขึ้น อิทธิพลของออร์ดนุงส์บือโรซึ่งครั้งหนึ่งเคยไร้ความเมตตาปราณีก็ได้จางหาย เสียงแห่งความไม่พอใจในจักรวรรดิเริ่มเป็นที่ได้ยิน

เหล่าบุรุษและสตรีที่หลั่งไหลสู่เสรีพันธมิตรต่างถูกต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยคติ “เมื่อมาแล้วก็ไม่ควรหันหลังกลับไป” แต่ไม่ใช่ทุกคนในคนเหล่านี้ที่จะมีความศรัทธาในระบอบสาธารณรัฐ บางส่วนของคนจำนวนนี้เคยเป็นถึงสมาชิกราชวงศ์และขุนนางจักรวรรดิที่พ่ายแพ้ต่อเกมชิงอำนาจในราชสำนัก ด้วยการหลั่งไหลเข้ามานี้เองทำให้เสรีพันธมิตรเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเกินจินตนาการ บางที ความก้าวหน้าอันเลี่ยงไม่ได้นี้ คงจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้วิสัยของเสรีพันธมิตรเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม

แม้จักรวรรดิกาแล็กซีและเสรีพันธมิตรจะได้เข้าสู่ภาวะเรื้อรังตั้งแต่แรกพบเจอกัน แต่ก็มีอยู่หลายช่วงเวลาเช่นกันที่พวกเขาพบเจอกับภาวะกึ่งๆสันติสุข ผลลัพท์ของภาวะนี้คือแคว้นปกครองตนเองเฟซาน แคว้นนี้เป็นเสมือนนครรัฐในระบบดาวเฟซานซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองขั้วอำนาจ แม้ดินแดนนี้จะยอมรับนับถือไกเซอร์เป็นพระประมุขและถวายเครื่องบรรณาการแก่จักรวรรดิ แต่ในด้านกิจการภายในแล้ว เฟซานมีอำนาจปกครองตนเองอย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้น เฟซานยังได้รับอนุญาติให้มีความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับเสรีพันธมิตรอีกด้วย

จักรวรรดิกาแล็กซีถือว่าตนเองเป็นเจ้าผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวของมวลมนุษยชาติ และไม่ยอมรับการมีอยู่ของอำนาจรัฐใดๆนอกเขตอิทธิพลของตน ในเอกสารราชการจะไม่มีการระบุถึงชื่อเสรีพันธมิตรแห่งดาวเคราะห์ แต่จะเรียกว่า “พวกกบฎ” แทน กองทัพเสรีพันธมิตรถูกเรียกว่า “ทัพกบฎ” เช่นกัน ประธานคณะมนตรีสูงสุด (ประมุขแห่งรัฐของเสรีพันธมิตร) ถูกเรียกว่า “ผู้นำกบฎเลวทราม” ด้วยกฎระเบียบเช่นนี้ ทำให้การทูตและการค้ากับเสรีพันธมิตรเป็นไปไม่ได้อย่างไม่ต้องสงใส แต่เลโอโพลด์ ราป (Leopold Raap) พ่อค้าผู้กว้างขวางซึ่งถือกำเนิดในดาวเทร์ร่านั้นมีวิสัยทัศน์ที่เหนือชั้นออกไป เขาผลักดันการจัดตั้งแคว้นอันมีความพิเศษนี้ ด้วยการถวายฎีกา, การโน้มน้าว และเหนือที่สุดคือการติดสินบนมหาศาล ทุกอย่างจึงราบรื่น


แคว้นปกครองตนเองเฟซาน

ผู้เป็นตัวแทนของแคว้นคือลันเดสแฮร์ (Landesherr) หรือเจ้าแคว้น ซึ่งทำการปกครองในพระนามของไกเซอร์ ตลอดจนทำหน้าที่กำกับดูแลการค้าขายกับเสรีพันธมิตร ในบางโอกาสก็ถึงกับลงมาเล่นเกมการทูตด้วยตนเอง การผูกขาดทางการค้าระหว่างประเทศทั้งหทด, ความมั่งคั่งที่สั่งสมไว้อย่างมหาศาล ทำให้แม้จะเป็นรัฐเล็กๆแต่อำนาจของเฟซานนั้นมิอาจถูกมองข้ามได้เลย

คงจะเป็นเรื่องเท็จถ้าจะกล่าวว่า ไม่มีเคยมีใครผลักดันการพักรบระหว่างจักรวรรดิและเสรีพันธมิตร จักรพรรดิมันเฟร็ดที่ 2 (Manfred II) ซึ่งขึ้นครองราชสมบัติในปีจักรวรรดิที่ 398 (ปีอวกาศ 707) ถือเป็นหนึ่งในบุตรนอกกฎหมายหลายคนของจักรพรรดิเฮลมุท หลังรอดพ้นการถูกลอบสังหารอย่างหวุดหวิด เขาไปใช้ชีวิตวัยเด็กในเสรีพันธมิตรและเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีอิสรภาพกว่า

และด้วยเหตุนี้เอง จึงดูเหมือนว่าการเสวยราชย์ของมันเฟร็ดจะนำมาซึ่งสันติสุขและการค้าที่เป็นธรรมระหว่างสองขั้วอำนาจ ตลอดจนจะนำมาซึ่งการปฏิรูปทางการเมืองในจักรวรรดิ อย่างไรก็ตาม ความหวังเหล่านี้ได้มลายหายไป เมื่อจักรพรรดิหนุ่มและเป็นที่นิยมผู้นี้ถูกลอบปลงพระชนม์ในปีนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองขั้วอำนาจก็หยุดชะงักทันที ผู้ส่งมือสังหารคือขุนนางฝ่ายตรงข้าม แต่ก็มีข้อถกเถียงที่เป็นประเด็นร้อนแรงว่าเบื้องหลังแล้ว เฟซานมีส่วนเกี่ยวข้องในการนี้ด้วย เพื่อพยายามรักษาสิทธิและการผูกขาดทางการค้าระหว่างประเทศของตนเอง

ในตอนปลายไรช์ศตวรรษที่ 8 และศตวรรษอวกาศที่ 15 นั้นเอง จักรวรรดิกาแล็กซี ซึ่งอยู่ในภาวะยากจะควบคุมดูแลเนื่องจากขนาดที่ใหญ่โตเกิน และเสรีพันธมิตร ซึ่งได้หลงลืมหลักอุดมคติของตนในยุคก่อตั้ง ทั้งสองคงเดินหน้าห้ำหั่นกันอย่างเฉื่อยชาโดยมีเฟซานคอยวางตัวเป็นกลาง จากการคำนวณของนักเศรษฐศาสตร์ พลังอำนาจของทั้งสามประเทศมีอัตราส่วนดังนี้

               จักรวรรดิกาแล็กซี                    ร้อยละ 48
               เสรีพันธมิตรแห่งดาวเคราะห์     ร้อยละ 40
               แคว้นปกครองตนเองเฟซาน      ร้อยละ 12

  ดุลอำนาจอยู่ในอัตราส่วนที่ถือว่าหมิ่นเหม่
  ยิ่งกว่านั้น ประชากรทั้งหมดของมนุษยชาติซึ่งเคยมีจำนวนสูงถึงสามแสนล้านคนในช่วงจุดสูงสุดของจักรวรรดิ บัดนี้ ได้ลดลงมาเหลือเพียงสี่หมื่นล้านคนจากความยุ่งเหยิงที่ยาวนาน
ประชากรทั้งหมดแบ่งออกเป็น 2.5 หมื่นล้านคนที่อาศัยอยู่ในจักรวรรดิ 1.3 หมื่นล้านคนที่อาศัยอยู่ในเสรีพันธมิตร และอีก 3 พันล้านคนที่อาศัยอยู่ในเฟซาน

  “คงดีถ้าจะทำอะไรได้ผลบ้าง แต่ดูแล้วคงไม่เป็นแบบนั้น”
  นั่นเป็นถ้อยคำที่อธิบายถึงสถานการณ์ได้อย่างดี

  สิ่งที่เปลี่ยนสภาพการณ์นั้นตั้งแต่ส่วนยอดสุด คือการปรากฎตัวของหนึ่งบุรุษหนุ่มบนดาวโอดิน ดาวเคราะห์ดวงที่สามในระบบดาววัลลาฮา ซึ่งถูกตั้งชื่อตามเทพโอดิน เทพสูงสุดแห่งปกรณัมนอร์ส และเป็นดาวศูนย์กลางซึ่งรูดอล์ฟได้ตั้งให้เป็นดาวหลวงแห่งจักรวรรดิกาแล็กซี ชื่อของบุรุษหนุ่มผู้ไม่รู้จักกลัวและงดงามดุจน้ำแข็งก็คือ ไรน์ฮาร์ด, กราฟ ฟอน โลเอินกรัมม์



ไรน์ฮาร์ด ฟอน โลเอินกรัมม์ มีนามสกุลเดิมว่ามือเซิล (Müsel) เขาเกิดในปีจักรวรรดิที่ 467 (ปีอวกาศ 776) ในครอบครัวยากแค้นซึ่งเป็นขุนนางแต่ในนามเท่านั้น ชีวิตของไรน์ฮาร์ดเปลี่ยนไปขณะที่มีอายุสิบขวบ พี่สาวซึ่งมีอายุห่างกันห้าปีถูกรับตัวไปเป็นหม่อมของจักรพรรดิฟรีดริชที่ 4 ไรน์ฮาร์ดผู้มีผมสีทองและตาสีครามดุจน้ำแข็งได้รับยศพันตรีในกองพลของทหารรักษาพระองค์ในวัย 15 ปี ด้วยพรสวรรค์ของเขาเองและความชอบพอที่องค์ไกเซอร์มีต่ออันเนโรสทำให้เขาได้รับการเลื่อนยศอย่างรวดเร็ว

เมื่อเขามีอายุได้ 20 ปี เขาก็ได้รับบรรดาศักดิ์และราชทินนาม กราฟ ฟอน โลเอินกรัมม์ (Graf von Lohengramm) และได้รับการเลื่อนยศเป็นแม่ทัพใหญ่ (เยอรมัน: Generaladmiral สูงกว่าพลเอก-รองจากจอมพล) ในกองทัพจักรวรรดิ ถึงการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างสุดขั้วเช่นนี้เป็นจะเรื่องทั่วไปของระบอบเผด็จการ แต่ตำแหน่งที่ได้ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่มากตาม แม้ตัวเขาซึ่งเป็นขุนนางสายเลือดบริสุทธิ์จะไม่มีความจำเป็นต้องพิสูจน์ตนเองมากมายนัก แต่เนื่องจากเพราะไรน์ฮาร์ดเป็น ถึง “น้องชายหม่อมคนโปรดของไกเซอร์” เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพิสูจน์ตนเอง



ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ฝั่งเสรีพันธมิตรก็ได้นักยุทธวิธีคนใหม่นามว่าหยาง เหวินลี่ เขาเกิดในปีอวกาศที่ 767 และเข้าประจำการเมื่อมีอายุ 20 ปี หยางไม่เคยต้องการทำงานในกองทัพมาก่อน แต่ชีวิตก็ต้องพลิกผัน

ถ้าโชคชะตาไม่เล่นตลกกับเขา เขาคงจะไม่มีวันไปถึงจุดสุดท้ายของชีวิตในฐานะผู้สร้างประวัติศาสตร์ แต่เป็นนักประวัติศาสตร์

  “มีทั้งสิ่งที่เราทำได้และทำไม่ได้”
  นั่นคือปรัชญาคติของหยาง หยางมีอุปนิสัยที่แทบจะไม่ดิ้นรนต่อโชคชะตาเลยเมื่อเทียบกับไรน์ฮาร์ด แต่อีกด้านหนึ่ง หยางมีความสามารถในการปรับตัวและความคิดสร้างสรรค์ที่เยี่ยมยอด กระนั้น หยางรู้สึกกระอักกระอ่วนใจต่อสงครามกับการที่ทหารต้องไปอุทิศตัวเพื่อมัน และตลอดชีวิตที่เหลือของเขา ผู้มีอำนาจในกองทัพก็ไม่เคยคิดยอมอ่อนข้อต่อคำขอของเขาที่ว่า “ให้ผมได้เกษียณเถอะ”

ในต้นปีอวกาศที่ 487 หรือตรงกับปีจักรวรรดิที่ 796 นั้นเอง ไรน์ฮาร์ดได้นำกองเรืออันประกอบด้วยเรือสองหมื่นลำเดินทางสู่นอกแดนจักรวรรดิ โดยมีเป้าหมายคือการทำให้ทัพกบฎที่เรียกตัวเองหาญกล้าว่าเสรีพันธมิตรแห่งดาวเคราะห์มาสยบแทบเท้า  และความสำเร็จนั้นก็จะยิ่งสร้างความชอบแก่ตำแหน่งของเขา

กองทัพเสรีพันธมิตรได้จัดกองเรือขนาดสี่หมื่นลำเพื่อรับมือ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ทหารของกองเรือนั้นมีชื่อว่าหยาง เหวินลี่

ไรน์ฮาร์ด, กราฟ ฟอน โลเอินกรัมม์ ในวัย 20 ปี และหยาง เหวินลี่ ในวัย 29 ปี







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น